
นักวิชาการ แนะผู้ว่า ธปท.คนใหม่ ยึดหลักถ่วงดุลอำนาจ-รักษาเสถียรภาพ ศก.
ดร.สมชาย–ดร.นณริฏ ย้ำ ผู้ว่าธปท.คนใหม่ต้อง มีความเป็น อิสระ กล้ายืนหยัดในหลักการ ถ่วงดุลอำนาจการเมือง เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว
ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์กับ โพสต์ทูเดย์ ถึงบทบาทและวิสัยทัศน์ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ ว่า จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทย์ใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.มีความรู้ทางการเงินและการคลังไม่ใช่เฉพาะในประเทศ
2.มีความเข้าใจหรือวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน
3.ยืนหยัดบน “หลักการ” ไม่หวั่นต่อแรงเสียดทานทางการเมือง
4. สื่อสารอย่างถูกต้องแม่นยำและพอประมาณ ไม่มากไป ไม่น้อยไป เพื่อไม่ให้ตลาดตีความผิดพลาด และสร้างความเชื่อมั่น
5. หัวใจสำคัญ คือ “ความเป็นอิสระ” กล้าถ่วงดุลรัฐบาล
พร้อมเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ความสามารถในการบริหารนโยบายการเงิน แต่คือ “ความอิสระ” และ “ความกล้ายืนหยัดในหลักการ” ท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง โดยชี้ว่า ถ้าเมื่อไร ที่แบงก์ชาติ “ทำงานราบรื่นกับรัฐบาล” จนเกินไป จะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน แม้การร่วมมือกับรัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องประเมินเป็นรายกรณี
เป็นเรื่องที่"อันตราย" ถ้าเมื่อไรที่แบงก์ชาติทำงาน ราบรื่น กับรัฐบาลจนเกินไป จะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนเลย แต่ไม่ได้หมายความว่า แบงก์ชาติจะขัดแย้งกับรัฐบาลตลอด บางเรื่องก็ไปกับรัฐบาลได้ แต่บางเรื่องก็ต้องดูบริบทว่าสอดคล้องหรือไม่ ถ้าไม่สอดคล้อง เราต้องมีความเข้มแข็งในการถ่วงดุล เพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ต้องสามารถรักษาความ “เข็มแข็ง แต่ยืดหยุ่น” ท่ามกลางแรงเสียดทานจากกระแสการเมือง แม้การทำนโยบายจะขัดกับรัฐบาล เพราะนโยบายการเงิน และการคลัง มักมีความเห็นแย้งกันได้ เนื่องจากนโยบายการคลังมักมองด้านการเมือง เช่น การให้ลดดอกเบี้ย เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงิน เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว ดังนั้นผู้ว่าแบงก์ชาติจะต้องไม่โอนอ่อนไปตามนโยบายการคลัง
ผู้ว่าแบงก์ชาติที่ดี ต้องไม่ใช่แค่เก่ง แต่ต้องกล้ายืนหยัดในหลักการ ต้องมีความเข้มเข็ง แต่ยืดหยุ่น ทานกระแสการเมืองที่รุนแรง ที่มักที่ต้องการหาเสียง ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพทางการเงิน และฐานะทางการคลัง ถือเป็นโทจย์ที่ยากมากที่สุด เรื่องนี้เป็นบุคคลิกเฉพาะตัวอย่างมาก
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความคาดหวังให้ธนาคารกลางช่วยผลักดัน “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ควบคู่กับ “เสถียรภาพทางการเงิน” และ “การกระจายรายได้” 3 เรื่องนี้ซึ่งถือเป็นเป้าหมายร่วมของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ดร.สมชายเตือนว่า เป้าหมายทั้งสามนี้มักขัดแย้งกันในทางปฏิบัติ เพราะการเติบโตอาจเกิดขึ้นบนต้นทุนของการเสียเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หรือหากยึดเสถียรภาพมากเกินไป ก็อาจไม่เกิดการเติบโต
ในบางช่วง อาจต้องเลือกระหว่างการเติบโต หรือเสถียรภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ที่บริหารจัดการได้ยากมาก และหากดำเนินการผิดพลาด อาจทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบเข้าสู่ภาวะเสี่ยง ถ้าแบงก์ชาติไม่แย้งและเห็นด้วยกับการเน้นการเติบโตโดยไม่เหมาะสม เศรษฐกิจก็จะพังได้ ต้องคำนึงถึงความพอดี
เช่นเดียวกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ผู้ว่าแบงก์ชาติ ควรมองภาพเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวไปพร้อมกัน
เขาเน้นย้ำว่า การมองการณ์ไกลเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการควบคุมเงินเฟ้อในระยะยาว แต่ถ้าหากระยะสั้นไม่ดีพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจนยากจะทนรับได้ เช่นในอดีตที่มีคำกล่าวว่าในระยะยาวเราทุกคนก็ล้มตายกันหมดแล้ว ดังนั้นนโยบายการเงินจึงต้องดูแลทั้งสองช่วงเวลาอย่างสมดุล
ความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ระยะสั้นที่มีผลเกี่ยวเนื่องไปจนถึงระยะปานกลางและระยะยาว ท้ายที่สุด หากภาพระยะยาวทำได้ดี แต่ภาพระยะสั้นกลับทำได้ไม่ดี ก็อาจจะเผชิญกับวาทะอันยิ่งใหญ่ในอดีตของภาคการคลังที่ว่า "In the long run, we are all dead" หรือ ก็คือ หากรอแต่ผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว ผู้คนก็อาจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจนตายไปเสียก่อน ในบริบทของนโยบายการเงิน จึงควรจะต้องดูแลทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้ดีไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ด้านนโยบายการเงินนั้น ไม่ควรโฟกัสแค่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย ธนาคารกลางจึงควรกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของ "หลักวิชาการที่มั่นคง” เพื่อลดความเสี่ยงจากอคติทางการเมือง
อีกทั้ง ผู้ว่าการ ธปท. ควรยืนอยู่ในตำแหน่งที่ “เป็นกลาง ไม่เอนเอียง” ไปทางนักการเมืองที่มักสนใจผลประโยชน์ระยะสั้นมากเกินไป แต่ก็ไม่ควรเป็นศัตรูกับรัฐบาล เพราะเป้าหมายหลักคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ดร.นณริฏ เห็นว่า ควรเร่งแก้ไข "ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ "กับดัก risk-off" ที่ทำให้ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ เพราะอาจนำไปสู่กับดักเงินฝืดได้ ซึ่งธนาคารกลางควรใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่จำกัดแค่การลดดอกเบี้ยอย่างเดียว
สุดท้าย ดร.นณริฏ เสนอว่า แบงก์ชาติ ควรมีบทบาทมากขึ้นในการกำกับดูแลและสนับสนุนสินเชื่อที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น สินเชื่อเพื่อการลงทุนในเทคโนโลยี หรือสินเชื่อรายย่อยในพื้นที่ชนบทที่ระบบการเงินทั่วไปยังเข้าถึงไม่เต็มที่







