
ชอร์ตเซลส์โผล่7พันล้าน
ธนาคารกรุงเทพโดนหนักสุดพันล. กบข.ดิ้นหนีผลตอบแทนลดลงปีนี้
ธนาคารกรุงเทพโดนหนักสุดพันล. กบข.ดิ้นหนีผลตอบแทนลดลงปีนี้
เดือน ม.ค. หุ้นไทยถูกขายชอร์ตหนักถึง 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130% จาก ธ.ค.ปีก่อน ธนาคารกรุงเทพขายหนักสุด 1,094 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงมูลค่าการขายหุ้นล่วงหน้า (ขายชอร์ต) ตลอดเดือน ม.ค. 2554 มีจำนวน 7,011.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131% เมื่อเทียบกับมูลค่าการขายชอร์ตในเดือนก่อนหน้าที่มีจำนวน 3,034 ล้านบาท
สำหรับหุ้นที่ถูกขายชอร์ตมากสุด 5 อันดับแรกของเดือน ม.ค. 2554 ประกอบด้วย หุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) จำนวน 1,094 ล้านบาท หุ้นบริษัท ปตท. (PTT) 886 ล้านบาท บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) 635 ล้านบาท บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) 538 ล้านบาท และบริษัท บ้านปู (BANPU) 489 ล้านบาท
ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกขายชอร์ตออกมามากสุด จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ สอดคล้องกับแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศในช่วงเดือน ม.ค. มีมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการขายชอร์ตเพิ่มสูงขึ้นในเดือน ม.ค. อาจเป็นผลมาจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ได้เพิ่มหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET 100 ให้สามารถขายชอร์ตได้ จากเดิมจำกัดเฉพาะหุ้นในดัชนี SET 50 เท่านั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่หุ้นขนาดใหญ่จะถูกแรงขายอย่างหนัก แต่ในแง่ของกองทุนเปิด ไทยเด็กซ์ SET50 อีทีเอฟ (TDEX) ในเดือน ม.ค. พบว่ามีมูลค่าขายชอร์ต 15.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ที่มีมูลค่าการขายชอร์ตเพียง 1.04 ล้านบาทเท่านั้น
แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์เปิดเผยว่า การขยายหุ้นที่สามารถขายชอร์ตไปยัง SET 100 ได้นั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการขายชอร์ตสูงขึ้น แต่เหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ตรงมุมมองของผู้ลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นได้เปลี่ยนไปมากกว่า โดยเห็นทิศทางการขายหุ้นและทำให้ดัชนีหุ้นจะปรับตัวลดลง
น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในปี 2554 คาดว่าผลตอบแทนมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2553 อยู่ที่ระดับ 8.93% เป็นผลมาจากทิศทางตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน ส่วนหนึ่งมาจากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่ง กบข.ให้น้ำหนักการลงทุนถึงประมาณ 68% ได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น โดยแม้อัตราผลตอบแทน (Yield) จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคากลับปรับตัวลดลง จึงส่งผลลบเมื่อมีการบันทึกราคา ณ สิ้นวัน (Mark to Market)
“กบข.พยายามจะปรับกลยุทธ์การลงทุนด้วยการหันมาถือตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงตามการปรับขึ้นดอกเบี้ย และเน้นลงทุนในการลงทุนทางเลือก เช่น อสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งเห็นว่าให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี อยู่ที่ระดับราว 2030% สูงกว่าธุรกิจให้เช่าพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ของ กบข. ที่อยู่ระดับราว 7% เท่านั้น” น.ส.โสภาวดี กล่าว
ปัจจุบัน กบข.ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 4% ของเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด 4.8 แสนล้านบาท และจะลงทุนได้อีกราว 3% หรือประมาณ 1.44 หมื่นล้านบาท ซึ่งตามนโยบายการลงทุนห้ามเกิน 7%
ด้านตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง ระหว่างวันขึ้นไปสูงสุดถึง 973 จุด บวก 9.78 จุด แต่สุดท้ายกลับปิดที่จุดต่ำสุดที่ 959.69 จุด ติดลบ 4.41 จุด ซึ่งอ่อนตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ร่วงหนัก 1.33%
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติกลับซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,039 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศขายออกมาหนัก 1,040 ล้านบาท
มาร์เก็ตติงกล่าวว่า ดัชนีมีโอกาสผันผวนสูง แม้นักลงทุนต่างชาติไม่ขายหุ้นออกมามากเหมือนก่อนหน้านี้ แต่นักลงทุนไทยพร้อมจะขายทำกำไรทุกเมื่อ หลังจากทยอยเก็บหุ้นตัวใหญ่มาหลายวัน ทำให้ดัชนีมีโอกาสอ่อนตัวลงไปทดสอบบริเวณ 950 จุด







