posttoday
THE KLINIQUE มองตลาดความงามคึกคัก เศรษฐกิจไม่ดี แต่คนไม่หยุดสวย

THE KLINIQUE มองตลาดความงามคึกคัก เศรษฐกิจไม่ดี แต่คนไม่หยุดสวย

04 เมษายน 2568

THE KLINIQUE เผย “เศรษฐกิจไม่ดี แต่คนก็ไม่หยุดสวย” ตั้งเป้ารายได้ 3,000 ล้าน ส่วนแผนปี 2568 ทุ่ม 300 ล้านบาท ปักธงเปิด 10 สาขาดึงลูกค้ากลุ่มใหม่

KEY

POINTS

  • นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ 16 ปี THE KLINIQUE  “แม้เศรษฐกิจจะขึ้น ๆ ลง ๆ แต่คนไม่หยุดสวย” 
  • ปี' 68 ทุ่มอีก 300 ล้านบาท ลุยเปิด 10 สาขา
  • มองเทรนด์คนไทยสวยแบบติดแกลม ตลาดศัลยกรรมและความงามอีก 7 ปีมูลค่า 1.3 แสนล้าน

แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ความต้องการดูแลตนเองของผู้คนกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือภาพสะท้อนของตลาดศัลยกรรม และความงามในประเทศไทย ที่คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 76,500 ล้านบาทในปี 2568

 

ธุรกิจศัลยกรรม และเสริมความงาม ในไทยโตขึ้นทุกปี แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นก็ตาม ปัจจุบัน 85% ของตลาดอยู่ในมือคลินิกความงาม แต่แนวโน้มเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อโรงพยาบาลเริ่มเข้ามาแชร์ตลาดมากขึ้น มีสัดส่วนเพิ่มมาอยู่ที่ 15% จากจำนวนลูกค้าชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจุดแข็งด้านมาตรฐานการรักษา และความมีชื่อเสียงของศัลยแพทย์

 

จากข้อมูลนิติบุคคลในธุรกิจความงาม (ณ วันที่ 31 มกราคม 2568) พบว่า มีธุรกิจความงามในประเทศไทยจำนวน 6,621 ราย ทุนจดทะเบียน 190,160 ล้านบาท ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล บริษัทมหาชนจำกัด 

 

ขณะที่สถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่ามีคลินิกความงามเกิดใหม่จำนวนมาก ในปี 2567 เพียงปีเดียว มีการจดทะเบียนธุรกิจด้านความงามกว่า 1,135 ราย สะท้อนว่าตลาดนี้ยังคงคึกคัก และเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 

คาดอีก 7 ปีตลาดศัลยกรรมความงามมูลค่า 1.3 แสนล้าน

นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ หมอเติ้ล ฉายภาพรวมถึงประเด็นนี้ว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อน คลินิกความงามไม่ได้มีจำนวนมากขนาดนี้ 

 

มาถึงตอนนี้ตลาดโตแรง โดยตลาดความงามที่ใหญ่สุดยังเป็นอเมริกา รองลงมาคือ เอเชียแปซิฟิก ที่ในปี 2563 มีมูลค่า 678,460 ล้านบาท ( 20,000 ล้านดอลล่าร์ยูเอส) คาดว่าในปี 2570 จะโตเป็น 3 เท่า ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ( 55,900 ล้านดอลล่าร์ยูเอส) โดยมี 3 ตลาดขับเคลื่อน คือ เกาหลีใต้ ไทย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

 


ปัจจุบันตลาดของประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดรวมจะสูงถึง 76,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.8% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าอีก 7 ปีข้างหน้าอาจจะเติบโตมากขึ้นอีก 3 เท่า เป็น 130,000 ล้านบาท 


จากข้อมูลที่พบ สะท้อนว่าธุรกิจศัลยกรรม และเสริมความงามยังคงเติบโตอย่างดี ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป จากการแสวงหาผลลัพธ์รวดเร็ว มาเป็นการมองหาผลลัพธ์จากความงามที่ยั่งยืน และใส่ใจสุขภาพของตนเองในระยะยาว 


หมอเติ้ล ยังฉายภาพอีกว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการประเมินคลินิกก่อนการรับบริการอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ความปลอดภัยของบริการ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย และความรู้สึกเชื่อมั่นในแบรนด์ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อความจงรักภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ 

 

“การรักษาคุณภาพ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค จึงเป็นกุญแจสำคัญ”

 

ลงทุนกับเครื่องมือแพทย์มาตลอด 16 ปี ส่งผลให้รายได้ถึง 3 หมื่นล้าน

 

หมอเติ้ลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 16 ปีของการทำธุรกิจ ได้ลงทุนกับนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ไปแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท รวมถึงเรื่องของการพัฒนา อบรมแพทย์ ทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุม สร้างแบรนด์ดิ้ง และความน่าเชื่อถือในการให้บริการ จึงส่งผลให้รายได้ในปีที่ผ่านมาทำได้ถึง 30,000 ล้านบาท เติบโต 30% มากกว่าตลาด และยังถือเป็นผู้นำอันดับ 1 ในแง่รายได้อีกด้วย

 

ทั้งนี้รายได้หลัก 80% มาจากการให้บริการทางด้านผิวหนัง ส่วนที่เหลือเป็นการให้บริการดูแลรูปร่าง ศัลยกรรม และ wellness

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ “เลเซอร์กำจัดขน” เป็นบริการที่เติบโตมากที่สุดถึง 30% จากฐานสัดส่วนรายได้ในอดีต 5-7% เท่านั้น โดยลูกค้าหลักยังคงเป็นเพศหญิง 70% ที่นิยมใช้บริการเลเซอร์กำจัดขนรักแร้ บิกินี และขา ขณะที่สัดส่วนลูกค้าผู้ชาย 30% ใช้บริการกำจัดหนวดเครา รักแร้ และบิกินี

 

กลุ่มลูกค้าเริ่มอายุน้อยลง 

 

หมอเติ้ลมองว่าเทรนด์ความงาม เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างแรกคือมองเห็นว่ากลุ่มเพศชายสนใจที่จะดูแลตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เข้ารับบริการเริ่มมีสัดส่วนอายุที่น้อยลง

 

"ซึ่งหมายความว่า เมื่อก่อนคนที่เป็นลูกค้าจะเป็นคนวัยทำงานซะส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้เด็ก ๆ นักศึกษาก็ให้ความสนใจในเรื่องการดูแลตนเอง"

 

ขณะเดียวกัน เทรนด์ความงามตอนนี้ผู้คนเน้นความสวยแบบธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า Biostimulator โปรแกรมที่เน้นการกระตุ้นร่างกายเกิดกระบวนการรักษา และซ่อมแซมโครงสร้างต่าง ๆ ที่มีความเสื่อมโทรม จากวัย และปัจจัยภายนอกให้เซลล์กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพได้ดีอีกครั้งด้วยตนเอง ทั้งยังเน้นผิวเรียบสม่ำเสมอ ตึงกระชับ ผิวสุขภาพดี มีความโกลว์ 

 

จากคลินิกรักษาสิวที่ลงทุนกับเพื่อน สู่ 80 สาขาอีกไม่ไกล 

 

หากใครรู้จักหมอเติ้ล จะรู้ดีว่าหมอเติ้ลเริ่มต้นธุรกิจความงามมาตั้งแต่ปี 2552 ร่วมลงทุนกับเพื่อนจุฬาฯ เปิดคลินิกย่านสยามสแควร์เพื่อรักษาโรคผิวหนัง และนำเข้าเครื่องฉายแสงจากต่างประเทศเพื่อรักษาสิวเป็นรายแรก ๆ ก่อนจะขยายให้บริการที่กว้างขึ้น จึงทำให้ THE KLINIQUE  โดดเด่นเรื่องเครื่องมือแพทย์เกรดเดียวกันกับโรงพยาบาลใหญ่ ๆ 

 

ปักธงขยายสาขา 10 แห่ง

 

มาถึงวันนี้ หมอเติ้ลพร้อมทีมงาน ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2025 ไว้ที่ 25-30% และจะมีการเปิดสาขาใหม่ ราว ๆ 10 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น เซ็นทรัล เชียงราย ซึ่งมีลูกค้าชาวเมียนมาและเกาหลีใต้จำนวนมาก รวมถึงเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น 

 

โดยใช้งบลงทุนโดยรวมประมาณ 300 ล้านบาท ใช้จ่ายกับแต่ละสาขาประมาณ 30 ล้านต่อสาขา ทั้งการตกแต่งร้าน การนำเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้ปีนี้ บริษัท จะเปิดให้บริการที่ 82 สาขา

 

รวมทั้งตั้งเป้าเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้นจากฐานลูกค้าในมือ 3-4 แสนราย เพราะปัจจุบันลูกค้าคนไทยใช้จ่ายราวๆ 1.8 หมื่นบาทต่อคน/ครั้ง ขณะที่ลูกค้าต่างชาติ มีการใช้จ่ายต่อหัวต่อครั้งสูงกว่าลูกค้าคนไทย 2 เท่า  36,000 บาทต่อครั้ง 

 

“ที่ผ่านมายังไม่ได้ทำการตลาดกับชาวต่างชาติมากนัก ทำให้สัดส่วนลูกค้าต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 10-12% ซึ่งก็ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าต่างประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 15-20% โดยเฉพาะ CLMV อินโดนีเซีย และจีน ให้มากขึ้นภายใน 2 ปี ซึ่งลูกค้าอินโดนีเซีย ถือเป็นตลาดมาแรงอันดับ 1 ที่เข้ามาทำศัลยกรรมในประเทศไทย ถือเป็นตลาดที่น่าจับตามอง” 

 

ใช้กลยุทธ์ Music Marketing

โดยจะใช้กยุทธ์ Music Marketing มาสร้างความแตกต่าง เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภคในเรื่องบริการกำจัดขน ด้วยการสร้างเพลง "ถ้าพี่ไม่ชัวร์ หนูอยากโดน (เล)" โดยให้ “เพลงนำแบรนด์" ซึ่งมีจุดเด่น คือ แนวเพลง ลูกทุ่งติดแกลม ที่สนุก เร้าใจ สร้างสรรค์ ถูกจริตคนไทยโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์

 

และเนื้อเพลงเป็นศิลปะของการพูดเรื่องขนให้เข้าไปในชีวิตคนไทยได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติโดยเล่นกับเส้นบางๆ ของความสนุกปนทะลิ่งนิดๆ ที่คนไทยชื่นชอบ
 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามหมอเติ้ล ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน กระทบถึงธุรกิจศัลยกรรมความงามมากน้อยเพียงใด?

 

หมอเติ้ลบอกว่า มีกระทบบ้างกับบางแบรนด์ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการด้วย จึงเป็นสาเหตุทำให้บางคลินิกต้องปิดตัวลงไป แต่ไม่ได้มาก เพราะขณะเดียวกันก็มีคลินิกใหม่ ๆ เปิดขึ้นมา 

 

จากปัจจุบันคลินิกความงามมีอยู่ราว 2,500 โลเคชั่นทั่วประเทศ หรือกว่า 2,000 แบรนด์ ซึ่งมีทั้งแบรนด์ที่เป็นเชนมีหลายสาขา และแบบโลคอล ที่ 1 แบรนด์เปิดเพียง 1 สาขา ซึ่งช่วงหลังโควิดมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันก็ปิดตัวไปไม่น้อย จำนวนรวมจึงค่อนข้างทรงตัว

 

ทั้งนี้การที่คลินิกจะอยู่รอด ต้องกลับมาดูที่คุณภาพ แต่เมื่อดูภาพรวมอุตสาหกรรมแล้ว ยังมองว่าธุรกิจศัลยกรรมและความงาม ยังมีทิศทางที่ดี เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง ดูแลบุคลิกภาพตนเอง ส่วนคนไทยถือเป็นประเทศที่เน้น "สวยแบบติดแกลม" ความสวยในแบบผิวคุณภาพดี ขณะที่ต่างชาติก็ยังให้ความสนใจมาใช้บริการในไทย

ข่าวล่าสุด

MEA ติด Smart Meter บ้านผู้ป่วยใช้เครื่องมือแพทย์ ลุยตรวจจับไฟดับเรียลไทม์

MEA ติด Smart Meter บ้านผู้ป่วยใช้เครื่องมือแพทย์ ลุยตรวจจับไฟดับเรียลไทม์