posttoday
TDRI เตือนรัฐอย่าใช้เงินงบประมาณซื้อหนี้เสีย เสี่ยงภาระการคลัง

TDRI เตือนรัฐอย่าใช้เงินงบประมาณซื้อหนี้เสีย เสี่ยงภาระการคลัง

22 มีนาคม 2568

TDRI ชี้รัฐไม่ควรใช้งบประมาณซื้อหนี้เสียประชาชน หวั่นสร้างภาระการคลัง-อุ้มแบงก์-กระตุ้นการเบี้ยวหนี้ แนะดึงเอกชนร่วมลงทุน เพิ่มการแข่งขันในตลาดบริหารหนี้

ท่ามกลางปัญหาหนี้เสีย (NPL) และหนี้ที่ต้องจับตา (SM) ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นหลังวิกฤต COVID-19 รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ได้มีแนวคิดให้ภาครัฐเข้าซื้อหนี้เสียของประชาชนจากระบบธนาคารพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาทางการเงิน ลดภาระหนี้ และเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ

 

ล่าสุด นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แสดงความคิดเห็นกับ สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้เวลามาก แต่เนื่องจากตลาดมีผู้เล่นหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อหนี้เสียจากธนาคารไปจัดการต่ออยู่แล้ว ซึ่งระบบที่มีอยู่นั้นสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

อย่างไรก็ตาม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การซื้อหนี้เสียสามารถทำได้โดยใช้เงินทุนจากภาคเอกชน 100% โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณหรือภาษีของประชาชน ซึ่งตนเห็นด้วย เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาตามกลไกตลาด โดยที่รัฐจะมีบทบาทเพียงแค่สนับสนุน (facilitate) ให้การแก้หนี้ดำเนินไปได้เร็วขึ้น

ถ้าเป็นเงินเอกชนไม่มีปัญหา เป็นระบบปกติ แต่ถ้าเป็นเงินรัฐ คือ การใช้งบประมาณ มันเอาเงินประชาชนไปอุ้ม ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ การให้ภาคเอกชนซื้อหนี้เสียทั้งหมดอาจไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุน ดังนั้น รัฐอาจมีบทบาทในการดึงดูดนักลงทุน เช่น การดึงนักลงทุนต่างชาติ หรือระดมทุนจากนักลงทุนไทย เพื่อเพิ่มการแข่งขันในธุรกิจบริหารหนี้

พร้อมกันนี้ TDRI เตือนว่า หากรัฐเข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาดโดยใช้งบประมาณ อาจขาดประสิทธิภาพและนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เช่น การที่หนี้เสียของเอกชนจะกลายเป็นภาระของรัฐบาลแทน

ถ้ารัฐเข้าไปแปลงหนี้เสียของเอกชนมาเป็นหนี้ภาครัฐ ก็ยังเป็นการอุ้มธนาคาร เพราะถ้าไม่ใช้กลไกตลาด แต่ใช้การตกลงกันเอง จะมีความเสี่ยงสูงที่ธนาคารจะขายหนี้เสียในราคาส่วนลดที่แพงสำหรับภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ดี (Moral Hazard) โดยทำให้ลูกหนี้ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นในการชำระหนี้ เพราะคาดหวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาอุ้ม เช่นเดียวกับกรณีหนี้เกษตรกร หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีต่อภาคเอกชน กลายเป็นว่า มีหนี้ไม่ต้องจ่ายหนี้ คนเป็นหนี้ในอนาคตก็รอให้ภาครัฐมาอุ้มแปลงหนี้โดยที่ตนเองไม่ต้องจ่าย คล้ายกับปัญหาที่เคยพบกับหนี้เกษตรกรและหนี้ กยศ.

หากรัฐบาลต้องการมีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้เสีย ควรใช้แนวทางที่คล้ายกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยให้ภาครัฐเข้ามาค้ำประกันหนี้บางส่วน แต่ยังคงให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการหลัก วิธีนี้จะช่วยให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณเกินความจำเป็น

 

สุดท้าย หากใช้เงินเอกชนทั้งหมด แม้จะเกิดได้ยากและมีขนาดเล็ก แต่ก็ยังดีกว่าการให้รัฐเข้ามาบริหารหนี้โดยตรง ซึ่งอาจทำให้ปัญหาหนี้เสียของเอกชนกลายเป็นภาระของรัฐบาลในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท