posttoday

“ลับ ลวง พราง” พ.ร.บ.ฮับการเงิน ลดทอนอำนาจ ธปท. แฝงปลดล็อกเงินดิจิทัล?

24 กุมภาพันธ์ 2568

จับตา การออกร่าง พ.ร.บ. Financial Hub ท่ามกลางข้อกังขาว่าให้อำนาจคณะกรรมการฯมากเกินจำเป็น อาจลดทอนอำนาจของธปท. และแอบแฝงปลดล็อกการใช้เงินดิจิทัล ซึ่งอาจกระทบระบบการเงินในประเทศหรือไม่?

"ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ... หรือ" ร่าง "พ.ร.บ. Financial Hub" ที่ได้รับมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการดึงดูดผู้ประกอบการทางการเงินจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็น "ศูนย์กลางการเงินของอาเซียนและของโลกในอนาคต"

 

กลุ่มเป้าหมายและธุรกิจที่เน้นลงทุน
พ.ร.บ.ฉบับนี้ เน้นการลงทุนใน 8 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์, ธุรกิจบริการชำระเงิน, ธุรกิจหลักทรัพย์, ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล, ธุรกิจประกันภัย, ธุรกิจนายหน้าประกันภัยต่อ และธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนธุรกิจทางการเงิน ตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-Residents)

 

ลดทอนอำนาจของ ธปท. และ ก.ล.ต.?
แม้จุดประสงค์หลักของ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมุ่งเน้นในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่กลับมีการตั้งข้อสังเกตในวงการการเงินว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจทำให้การกำกับดูแลธุรกิจทางการเงินในประเทศถูกย้ายไปอยู่ภายใต้คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (One-stop Authority: OSA) ซึ่งอาจลดทอนอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลง

 

อำนาจของคณะกรรมการฯ และความเสี่ยงต่อการควบคุม
มีข้อสังเกตว่า "คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจการเงิน" อาจได้รับอำนาจเกินความเป็นจริงและบริการแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การออกใบอนุญาต ควบคุมกิจการ ไปจนถึงเพิกถอนกิจการได้ โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจาก ธปท. และ ก.ล.ต. ขณะที่ ธปท. หรือ ก.ล.ต. ที่เน้นการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ให้บริการกับผู้มีถิ่นฐานในประเทศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดช่องว่างในการควบคุมระบบการเงินไทย

 

เนื่องจากคณะกรรมการฯ สามารถประกาศกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งแม้ว่าจะสะท้อนเจตนาของการออกแบบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกฎหมายอื่น ๆ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ไม่ได้ตีกรอบอำนาจที่ชัดเจน ก็ทำให้เกิดประเด็นปลายเปิดที่อาจมีผลต่อการบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ Stakeholders ในประเทศมากขึ้นในอนาคต

 

เพราะขอบเขตการทำธุรกรรมทางการเงินที่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการ และสำนักงานOSA มีความทับซ้อนกับบริการทางการเงินเกือบทุกด้าน เพียงแต่ในระยะแรกจะเน้นให้บริการกับผู้ที่มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศเป็นหลัก

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงวัตถุประสงค์ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ที่กำหนดให้ คนที่จะเข้ามาค้าขายทำธุรกิจภายใต้กฎหมายฉบับนี้ได้ ต้องเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเท่านั้น แต่ปรากฏว่าในร่างกฎหมายนี้เงื่อนไขนี้หลุดออกไป มีการสอดไส้ให้ทำธุรกิจกับคนไทยหรือไม่ 

 

สำหรับคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยพ.ร.บ. ดังกล่าว ประกอบด้วย คณะกรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 8 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงมหาไทย, ผู้ว่าการธปท., เลขาธิการ คปภ., เลขาธิการ ก.ล.ต., กฤษฎีกา, เลขาธิการ ปปง. และบีโอไอ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 5 คน โดยให้ รมว.คลังเป็นผู้เสนอชื่อให้ ครม. แต่งตั้ง

 

การปลดล็อกเงินดิจิทัล
ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้อาจเปิดโอกาสให้ออกสกุลเงินดิจิทัลสามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. ซึ่งอาจขัดกับกฎหมายเงินตราในปัจจุบัน โดยสามารถยื่นผ่านคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี

 

และเปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการ "แจกเงินดิจิทัล" ในโครงการเฟส 3 และอาจเชื่อมโยงกับโครงการทดลองใช้จ่ายผ่านคริปโตเคอเรนซีใน “ภูเก็ตแซนบล็อก” ซึ่งถือเป็นการยกเลิกการกำกับดูแลของ ธปท. และทำให้ระบบการชำระเงินของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกทำลาย?

 

ธปท. ชี้ ตั้งศูนย์กลางการเงินต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจน

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเน้นย้ำในการจัดตั้งศูนย์กลางการเงินในประเทศไทย ต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมการจ้างงาน และการถ่ายทอดความรู้ โดยการกำหนดเป้าหมายจะช่วยให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมกับธุรกิจต่าง ๆ เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างจากศูนย์กลางในประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และดูไบ ก็แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่แค่สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังต้องสร้างระบบนิเวศที่ดึงดูดผู้ประกอบการจากทั่วโลกได้

 

การบริหารความเสี่ยง
การตั้งศูนย์กลางการเงินควรคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านต่างประเทศ และระบบการเงินที่อาจเกิดจากการลดความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจในศูนย์กลาง นอกจากนี้ยังต้องมีการแยกการกำกับดูแลธุรกิจในศูนย์กลาง และธุรกิจนอกศูนย์กลางเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจกระทบความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจโดยรวม

 

การคุ้มครองผู้บริโภคและการป้องกันการฟอกเงิน
การกำกับดูแลธุรกิจในศูนย์กลางจะต้องเข้มงวดเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้าย โดยต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นเทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการจำกัดผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย
ธปท. ยังได้เสนอให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับคำจำกัดความของ “ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย” ที่ในร่าง พ.ร.บ. นี้จำกัดให้เป็นบุคคลหรือองค์กรที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยควรมีการปรับคำศัพท์และข้อกำหนดในร่างกฎหมายให้กระจ่างขึ้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

มุมมองจากนักวิชาการ
ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า การพัฒนาภาคการเงินของไทยจะเน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันง่ายเกินไป ซึ่งช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างรายได้และการจ้างงานในประเทศ แม้ว่าต่างชาติจะต้องการเปิดเสรีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กังวลว่า ธุรกิจไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากขนาดธุรกิจที่เล็กกว่าระดับโลก

 

ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางทางการเงินรอบนี้เสนอให้ผ่อนปรนการเข้ามาของต่างชาติ โดยจำกัดให้ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเป็นหลัก เช่น กิจกรรมที่เชื่อมโยงกับ CLMV หรือการค้าทองคำ ซึ่งช่วยขยายการลงทุนในภาคบริการทางการเงินและลดผลกระทบต่อธุรกิจไทยในประเทศ

 

ในด้านตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ จะถูกควบคุมโดยพ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งกำหนดให้ต้องขออนุญาตจาก ก.ล.ต. ไม่สามารถดำเนินกิจการได้อัตโนมัติ โดยกฎหมายนี้ไม่น่าจะทำให้ธุรกิจคริปโตดำเนินการได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการออกคริปโตต่าง ๆ ยังต้องผ่านการอนุมัติจาก ก.ล.ต. และ ธปท.

 

ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายที่ลิดรอนอำนาจของ ธปท. ในการควบคุมเงินตราและระบบชำระเงิน เพราะกฎหมายเหล่านี้มีเหตุผลในการใช้งานที่เหมาะสม และไม่ควรมีกฎหมายใหม่มา bypass อำนาจที่มีอยู่

 

ท้ายสุด ยังต้องติดตามร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงินฉบับจริงอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างแก้ไข ซึ่งเชื่อว่าจะมีการปรับแก้สาระสำคัญอย่างมาก

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?