posttoday
MFC แนะไทยใช้ความเร็วสร้างข้อได้เปรียบ หาจุดยืนบนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

MFC แนะไทยใช้ความเร็วสร้างข้อได้เปรียบ หาจุดยืนบนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

18 กุมภาพันธ์ 2568

MFC แนะไทยใช้ความเป็นประเทศเล็ก และความเร็ว สร้างความได้เปรียบ หาจุดยืนและแสวงหาโอกาสบนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลก เตรียมจัดงานใหญ่ “The World's Next Opportunity and Beyond” โอกาสครบรอบ 50 ปี เปิดมุมมองการลงทุนกับนักลงทุนระดับโลก

นายณัฐกร อธิธนาวานิช กรรมการ ประธานคณะกรรมการบริหาร กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน กรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยถึงโอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน มองว่าทุกยุคทุกสมัยมันไม่เคยมีอะไรที่นิ่งอยู่แล้ว มีการปรับเปลี่ยนในแต่ละยุค ไม่ว่าปัจจัยจะมาจากเศรษฐกิจหรือทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ในช่วงนี้ด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจจะมีบทบาทมากกว่าทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน 

อย่างไรก็ตาม มองว่าทุกยุคทุกสมัยมีความท้าทาย ซึ่งก็เป็นโอกาสของประเทศไทย โดยที่ไทยเองก็สามารถปรับตัวได้ทุกครั้ง เพียงแต่ว่าช้าหรือเร็ว บางทีเราทําช้าไป บางทีเราอาจจะเร็วเกินไปในบางเรื่อง แต่โดยภาพรวมเชื่อว่าการสร้างสมดุลในรอบนี้ที่จะเป็นระหว่างความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ไทยน่าจะอยู่ใน Position ที่เป็นประโยชน์ ก็เหลือแต่ฝั่งไทยเองที่จะต้องปรับตัว และแสวงหาโอกาสในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของไทยกับอเมริกา ไทยกับจีน ไทยกับรัสเซีย รวมทั้งในกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ไทยก็ยังมีโอกาสที่ดีกับญี่ปุ่น และยุโรป ที่แม้ว่าจะมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา 

"เชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะแย่ไปเสมอไป เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดที่ทุกคนเห็นว่ามันเป็นวิกฤต มันก็จะมีโอกาสสําหรับคนกลุ่มใหม่เข้ามาเสมอ ในทุกครั้งที่มีสิ่งที่เราบอกว่ามันเป็นวิกฤต มันไม่ได้เป็นวิกฤตของทุกคน มันเป็นโอกาสของหลายคน เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าเราจะจับถูกทางมั้ย ไทยเป็นประเทศที่ตัวเล็ก ตลาดเราก็ไม่ได้ใหญ่มาก ดังนั้นต้องอาศัยความเร็วเป็นความได้เปรียบของเรา ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายเสมอไปสําหรับทั้งประเทศไทยและตลาดโลก" 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวมองว่าปรับขึ้นมาหลายปีต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนก็คงจะเริ่มระมัดระวังมากขึ้น นั่นหมายความว่าอะไรที่ขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็มีวันที่จะลง แต่การปรับตัวลงเยอะแบบยาวๆ คงไม่ได้เกิดขนาดนั้น เพราะรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ หรือทุกรัฐบาล เป็นเรื่องปกติที่การวัดผลความสําเร็จรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งคือการเติบโตของเศรษฐกิจ และผลตอบแทนของตลาดหุ้น

ส่วนตลาดหุ้นฝั่งเอเชียอาจจะดูซึม เนื่องจากพื้นฐานหลักของธุรกิจในเอเชีย รวมถึงไทย ยังเกาะกลุ่มอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมรูปแบบเดิม โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจไม่ได้มีการผสมผสานเหมือนฝั่งสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนผ่านในประเทศไปแล้ว โดยเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในตัวมันเอง อย่างไรก็กตาม โอกาสที่ธุรกิจดั้งเดิมจะสูญหายตายจากไปก็คงมีบ้าง แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่ธุรกิจดั้งเดิมจะหายไปเลยจากชีวิตคนทั้งโลก

ทางด้านตลาดหุ้นไทย มองว่าเป็นโอกาสดีที่บางบริษัท บางหลักทรัพย์ หรือในหลายๆ ธุรกิจที่มูลค่าที่แท้จริงกับราคาไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยธุรกิจของไทยเป็นธุรกิจรูปแบบเดิมจำนวนมากแต่ไม่ได้ถูกให้คุณค่า แต่กระแสเงินสดยังแข็งแรงดีอยู่ ดังนั้นจะต้องมีการปรับปรุง ทรานฟอร์มต่างๆ เชื่อว่าเป็นโอกาสดีที่จะถือโอกาสปรับโครงสร้างธุรกิจในหลายๆ ธุรกิจ 

"เชื่อว่าของอะไรที่มันถูกไปก็จะมีคนกลุ่มหนุ่งเห็นคุณค่า ก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้นด้วยซ้ำ และพาเราก้าวผ่านจากธุรกิจดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น มองว่าโอกาสของตลาดหุ้นไทยไม่ได้แย่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นโอกาสสําหรับทุกบริษัท บริษัทที่มีพื้นฐานดีก็ต้องมีความพร้อมที่เขาจะปรับตัวด้วย ถ้าไม่ไม่ปรับตัวก็เป็นธรรมชาติเหมือนธุรกิจทั่วไปบนโลกที่ต้องล้มหายตายจากไป" 

ทั้งนี้ ในปัจจุบันที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง ทำให้มีบริษัทมากกว่า 20-30 บริษัท ที่มูลค่าไม่ได้สะท้อนกับราคา ซึ่งหากมองไปอีก 2-3ปีข้างหน้า เมื่อบริษัทเหล่านี้ปรับตัวได้ และเสวงหาพันธมิตร เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดที่ถ้เลือกถูกน่าจะได้ผลตอบแทนดี

ขณะที่ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาตลาดโลกอาจไม่ได้มองเหมือนคนไทยที่เห็นดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทุกวัน จะเห็นและตีความได้ว่าหุ้นไทยไม่มีโอกาสและการเติบโต แต่ต่างชาติมองว่าไทยมีความพร้อมหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างนาน ต้องมีความพร้อมเรื่องไฟฟ้าเพราะใช้ไฟเยอะ แตไทยมีความพร้อมเรื่องของไฟฟ้า ทำให้ต่างประเทศเข้ามาคุยกับเมืองไทยมากขึ้น เพราะต่างชาติมองว่าหากต้องมาลงทุน ไทยก็สามารถรองรับต่างชาติที่พร้อมจะมาเปิดดาต้าเซ็นเตอร์ได้ทันที

"ไทยค่อนข้างจะมี Intrinsic Value ที่ดีในภาพของอินฟราฯ และอะไรหลายๆ อย่างในสายตาต่างชาติ ส่วนตัวไม่เคยมองว่าเมืองไทยจะแย่ ไม่เติบโต เชื่อว่าท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน หรือพรรคการเมืองไหน ก็ไม่มีวันที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจการค้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่มสลายไป ถึงเวลาต้องช่วยกันมากกว่า วันนี้ติดเรื่องเดียวคือจะร่วมมือร่วมใจอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นมากกว่า"  

ทั้งนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี ในฐานะเป็นบริษัทจัดการกองทุนรวมแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปี ในปีนี้ ท่ามกลางการลงทุนที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดเป็นงาน “The World's Next Opportunities and Beyond” ซึ่ง MFC ร่วมกับทางเนชั่น กรุ๊ป จัดขึ้นในวันที่ 14 มี.ค.2568 ณ ห้องเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22

โดยภายในงานพบกับสุดยอดนักลงทุนระดับโลก ได้แก่ Chris Bradley ที่ปรึกษากลยุทธ์จาก McKinsey & Company, Alex Blania ผู้ร่วมสร้าง World Network และซีอีโอ Tools for Humanity, Patrick Walujo นักลงทุนพันล้าน และซีอีโอ GoTo Group, Elaine Wu ผู้นำด้านการลงทุนจาก BlackRock ที่จะมาเปิดมุมมองใหม่และกลยุทธ์การลงทุน

มากไปกว่านั้นในงานนี้ ยังมี ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มองการณ์ไกลด้านเศรษฐกิจ มาเป็น “ผู้ดำเนินรายการ” ในเวทีเสวนาครั้งนี้ด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท