
หนึ่งป่าต้นน้ำ หนึ่งต้นกำเนิดพลังงานกับการพัฒนาที่ยั่งยืน(2)
....ณัฐศิริ บุญชวน
ฉบับที่แล้ว ได้เล่าถึงโครงการ
“หนึ่งป่าต้นน้ำ หนึ่งต้นกำเนิดพลังงาน” โดย เอ็กโก กรุ๊ป ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กในเชิงบูรณาการที่สมบูรณ์แบบสำหรับชุมชนขนาดเล็กภายหลังการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จ จากการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้มีกำลังผลิต 16 กิโลวัตต์ แต่มีการใช้ไฟฟ้ากันจริงประมาณ 4 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับดวงไฟตามบ้านเรือน ช่วยให้เด็กๆ มีไฟฟ้าใช้อ่านหนังสือตอนกลางคืน สำหรับดูสื่อการเรียนการสอนทางโทรทัศน์ และบางบ้านก็มีโทรทัศน์ไว้ดูเล่น โดยชาวบ้านเขาจะมีกลุ่มกรรมการหมู่บ้านดูแลเรื่องการบริหารจัดการใช้ไฟฟ้ากันเอง กรรมการจะประชุมลูกบ้านเพื่อตกลงเรื่องกำหนดกฎระเบียบและกติกาการใช้ไฟฟ้ากันตั้งแต่ต้น (นับว่าเป็นประชาธิปไตยกันทีเดียว) มีการจัดแบ่งเวรดูแลโรงไฟฟ้า การแบ่งสรรหน้าที่รับผิดชอบเมื่อต้องมีการซ่อมแซม การเรียกเก็บค่าใช้หลอดไฟแบบเหมาจ่ายหลอดละ 3 บาทต่อเดือน แต่ละบ้านไม่เกิน 5 หลอด โทรทัศน์ขนาดไม่เกิน 14 นิ้ว เครื่องละ5 บาทต่อเดือน
ถ้าขนาดเกินกว่านี้ราคาก็สูงขึ้น มีกฎเหล็กในเรื่องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาในหมู่บ้าน ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากชุมชนก่อน เคยมีแม่บ้านอยากนำเตารีดมาใช้ แต่ไม่ผ่านการอนุมัติเพราะชุมชนเห็นว่ากินไฟเยอะ และยังมีเรื่องการ บริหารเงินรายได้จากค่าไฟฟ้า ที่ชุมชนสามารถจัดการกันเองได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันคุณครูวัลลภ อภิวงศ์เจริญ คุณครูจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นคุณครูเพียงคนเดียวของโรงเรียนบ้านสันดินแดง ดูแลนักเรียนตัวน้อยๆ ประมาณ 20 ชีวิต เล่าให้ฟังว่าชาวบ้านที่นี่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าปะเกอกะเญอ ตั้งถิ่นฐานที่นี่มากว่า 60 ปี ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน ไม่ได้ละทิ้งถิ่นฐานไปที่อื่น มีเพียงหนุ่มสาว 23 คน ที่ไปรับจ้างขายแรงงานในตัวเมือง ประเพณีที่นี่จะนับถือผู้ใหญ่เป็นสำคัญ ในสมัยแรกๆ ประมาณปี 2550 ที่ทางมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ในเครือของ เอ็กโก กรุ๊ป เพิ่งเข้ามาช่วยเหลือ ชาวบ้านยังลำบากกันมากต้องค่อยๆ เข้ามาช่วยให้คำแนะนำและสอนกันไป ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคเป็นอาหาร เช่น เป็ด ไก่ ปลา (ขุดบ่อเลี้ยงปลาหน้าบ้านกันเกือบทุกหลัง) อาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ก็ทำกันเองไม่ต้องซื้อหาอาหารสำเร็จรูปจากภายนอก
การปลูกผักสวนครัวที่ให้หยุดการใช้ยาฆ่าแมลงโดยหันมาทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว (ธ.ค.ม.ค.) ที่มักจะใช้เวลาไปกับการซ่อมแซมบ้านและการทอผ้าที่เดิมทอใช้กันแค่คนในครอบครัวอย่างเดียว ก็หันมาทอเก็บไว้ขายให้แก่คนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนหมู่บ้าน อะไรก็ตามที่เขาขายให้แก่คนนอก พวกเขาจะรวมรายได้เข้ากองกลางแล้วจึงปันส่วนกันตามจำนวนชิ้นงาน จนปัจจุบันผลกำไรของกองกลางจากงานผ้าทอเป็นหลักหมื่นแล้ว
ชาวบ้านที่นี่เดิมเลี้ยงชีพด้วยการปลูกข้าวเป็นหลักด้วยนาไร่แบบขั้นบันได แต่ก็มีอุปสรรคในเรื่องของน้ำที่ไม่เพียงพอตลอดปี ทางมูลนิธิจึงต้องแนะนำเรื่องการทำฝายเก็บกักน้ำ การทำแท็งก์เก็บน้ำ และให้เลิกการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่นับวันจะทำให้สภาพดินเสื่อมลงจนต้องหันไปพึ่งพาสารเคมีอย่างปุ๋ยมาช่วยบำรุงพืช แต่ให้หันมาปลูกพืชแบบสวนผสมในที่นา เช่น ถั่วลิสง และผลิตปุ๋ยชีวภาพขึ้นใช้เอง ช่วงการปลูกข้าวของที่นี่จะเริ่มตั้งแต่การเตรียมดินในเดือน ก.พ.จนเก็บเกี่ยวเสร็จประมาณเดือน พ.ย. สำหรับผลผลิตข้าวมีเพียงพอเพื่อการบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ไม่พอสำหรับขายเป็นรายได้
ส่วนเรื่องการศึกษา เด็กที่เรียนจบชั้นประถมต้นพอออกจากโรงเรียนแล้ว ก็จะเข้าสู่การศึกษานอกโรงเรียนตั้งแต่ประถมปลายจนจบมัธยมปลาย โดยมีคุณครูวัลลภท่านเดียวกันนี้คอยดูแลให้คำแนะนำ ซึ่งนับว่ามีความต่อเนื่องดีทีเดียว บางคนก็ไปไกลถึงระดับปริญญาก็มี ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ที่พ้นวัยเรียนไปแล้ว เพื่อให้อ่านออกเขียนได้ คุณครูก็ยังตระเวนไปช่วยสอนให้ถึงที่บ้าน
มูลนิธิได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านโดยยึดหลักปฏิบัติในเรื่องการให้ความเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการให้ความขอบคุณต่อชุมชนที่ช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำ หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า โดยเน้นแนวคิดที่ว่า
“คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” ซึ่งเรื่องนี้หากมองให้ลึกซึ้งถึงความเป็นอยู่ในแต่ละวันและการอยู่ร่วมกันของชุมชนแห่งนี้ จะพบความร่วมมือร่วมใจ การเห็นประโยชน์ของส่วนรวมร่วมกันเป็นหลัก การหมั่นพูดคุยหารือแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งได้รับการบอกเล่าว่าบางเรื่องก็ต้องคุยกันหลายรอบกว่าจะลงตัวได้ทางด้านทางมูลนิธิเองที่ทำตัวเป็นเหมือนพี่เลี้ยงคอยดูอยู่ห่างๆ ก็ใช้กุศโลบายในการให้ความช่วยเหลือ โดยการหมั่นตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรือประเด็นที่คาดว่าจะเกิด และให้ชุมชนช่วยกันคิดหาทางออกที่เห็นชอบร่วมกันเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ร่วมกันก็เป็นแบบพึ่งพาอาศัยและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องเรียกหาความเจริญจากภายนอกเข้ามาทำลายวิถีชีวิต หรือมาเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ให้หันไปหาความฟุ้งเฟ้ออีกต่อไป เช่นนี้แล้ว โครงการ
“หนึ่งป่าต้นน้ำ หนึ่งต้นกำเนิดพลังงาน” ที่ได้มีโอกาสไปพบเห็นมาก็มิใช่เพียงการทำ CRS ของบริษัทรายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการให้ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” แก่ชีวิต ชุมชน และผืนป่าของเมืองไทยจริงๆ แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่ก็ตาม






