posttoday
ผู้นำเศรษฐกิจและธุรกิจในเอเชีย

ผู้นำเศรษฐกิจและธุรกิจในเอเชีย

26 มกราคม 2554

 

 

....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

ทุกวันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจจะมีข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวและพัฒนาการของประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียเป็นประจำ ทำให้เห็นบทบาทของประเทศในแถบเอเชียที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก

โดยเฉพาะประเทศจีน ที่ขยับทีไรโลกต้องหันมามอง อย่างการคาดหมายมาตรการแก้เงินเฟ้อโดยการขึ้นดอกเบี้ยของจีนก็ทำเอาตลาดหุ้นร่วงกันทั่วโลกและทั่วเอเชีย

หรือที่จีนจะมาเปิดศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทยโดยมีขนาดเป็นเมืองย่อมๆ ที่ใช้ชื่อว่า ThaiChina International City ทำให้เห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีน ที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนที่ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าจากจีนลดลงเป็นศูนย์

เห็นแล้วก็นึกอิจฉาจีนที่จะทำอะไรก็ดูเหมือนง่ายและเร็วไปหมด ภาพความเป็นผู้นำของจีนมีแต่ชัดขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่เราได้เห็นแต่คนที่วิ่งแซงเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามที่คงขึ้นนำหน้าเราในไม่ช้า

และเพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทผู้นำเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ทางสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย หรือ Asian Knowledge Institute จึงจัดสัมมนาขึ้นที่พัทยาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้เชิญผมเป็นวิทยากรในหัวข้อดังกล่าว ผมจึงต้องหาข้อมูลเพื่อนำเสนอในการสัมมนา และเห็นว่าอาจมีประโยชน์บ้างจึงขอเอาบางส่วนมานำเสนอต่อในคอลัมน์นี้

ตัวชี้วัดความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ขนาดเศรษฐกิจ ที่ ณ ขณะนี้แม้เบอร์หนึ่งจะตกเป็นของสหรัฐอเมริกาที่มีจีดีพีรวมประมาณ 15ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจีนเป็นอันดับสองมีจีดีพีรวมประมาณ 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาก็เป็นญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป บราซิล รัสเซีย และอินเดียซึ่งอยู่ในอันดับ 11 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในอีกประมาณ 10 ปีหลังจากนี้ จีนจะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีขนาดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าของปัจจุบัน คือ อยู่ที่ 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และสหรัฐจะตกไปเป็นอันดับสอง และอินเดียจะตามมาเป็นอันดับสาม โดยมีขนาดประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีอีก 2 ประเทศในเอเชียที่ติดท็อปเทนคือ ญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศระดับผู้นำในเอเชียประกอบด้วย จำนวนประชากร ซึ่งกลไกการสร้างความต้องการบริโภคภายในประเทศจะช่วยค้ำประกันเสถียรภาพให้กับการผลิตและการลงทุนในประเทศที่มีประชากรล้นหลามและมีการบริหารจัดการที่ดี

ปัจจัยแรกจะส่งผลบุญต่อเนื่องถึงปัจจัยที่สองคือ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจีนและอินเดียจะเป็นผู้นำด้านการเจริญเติบโต ซึ่งตัวเลขปีที่แล้วของจีนค่อนข้างยืนยันได้ว่าเกิน 10% นิดหน่อย และในปีนี้อีกเกือบ 10% ส่วนอินเดียก็ตามมาติดๆ โดยปีที่แล้วจนถึงปีนี้จะโตประมาณ 8%

ตัวอย่างที่น่าชื่นชมสำหรับเพื่อนบ้านในอาเซียนของเราคือ อินโดนีเซีย ที่น่าจะโตกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 67%

ส่วนผู้นำในด้านอื่นๆ ทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย เช่น ใครเป็นผู้นำด้านความเก่ง (ที่วัดโดยความสามารถในการแข่งขัน) ใครเป็นผู้นำด้านความทันสมัย (ที่วัดโดยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี) หรือใครเป็นผู้นำด้านความซื่อสัตย์ (ที่วัดโดยระดับคอร์รัปชันที่น้อย) ผมจะขอนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

บอกใบ้ให้นิดนึงว่าในอันดับต้นๆ ของผู้นำด้านต่างๆ “ไม่มีประเทศไทย”ติดอันดับเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท