
‘ฟิลลิป’แนะหลีกเลี่ยงหุ้นขาลง
โพสต์ทูเดย์
— บล.ฟิลลิป แนะเลี่ยงหุ้นไทยขาลง หลังต่างชาติถล่มขายไม่หยุด ส่วน LTF ลดความเสี่ยงโยกเข้ากองปันผลอนุพันธ์นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.1 ก.พ. 2554 แนะนำให้เลี่ยงตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวน โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง แต่ด้วยแรงขายจากต่างชาติทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวลงแรง จนทำให้แนวโน้มเปลี่ยนเป็นขาลง จึงแนะเลี่ยงหุ้นไทยในระยะสั้น
สำหรับนักลงทุนที่ถือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น เพื่อเลี่ยงความผันผวน แนะนำให้สับเปลี่ยนเข้ากองทุนเปิดเค สตราทีจิค ดีเฟ็นซีฟหุ้นระยะยาวปันผล (KSDLTF) ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย หรือกองทุนรวมวรรณเอเอ็มสมาร์ทหุ้นระยะยาว (1SMARTLTF) ของ บลจ.วรรณ ซึ่งใช้อนุพันธ์ปิดความเสี่ยงหุ้นขาลง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะยาวยังเชื่อมั่นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แม้ว่าระยะสั้นอาจเห็นความผันผวนจากภาวะเงินเฟ้อและการปรับสมดุลนโยบายการเงินที่เกิดขึ้นในภูมิภาค จึงยังแนะนำทยอยสะสมกองทุนตลาดเกิดใหม่ทั้งกองทุนตราสารหนี้และกองทุนหุ้นเมื่อระดับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ปรับตัวลง โดยยังแนะนำกองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์ (ABGEM) และกองทุนเปิดอเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี (ABAPAC) ของ บลจ.อเบอร์ดีน
ขณะที่กองทุนจีนคาดว่าจะเห็นความผันผวนจากการออกมาตรการควบคุมเงินเฟ้อและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมองว่าเป็นจังหวะที่ดีให้เข้าสะสมกองทุนจีนเพื่อลงทุนระยะยาว ได้แก่ กองทุนเปิดอเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ (ABCG) ซึ่งกลยุทธ์ในการเลือกหุ้นของกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มธนาคารจีนเพียงเล็กน้อยทำให้ลดผลกระทบจากเรื่องมาตรการและการควบคุมสินเชื่อได้ และกองทุนยังได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
สำหรับกองทุนหุ้นต่างประเทศที่แนะนำทั้งหมดไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้อาจมีผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในค่าเงิน จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศยังแนะนำให้สะสมเพิ่มในกองทุนเปิดทหารไทย โกลบอล บอนด์ ที่เน้นลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง โดยเชื่อว่าค่าเงินของประเทศดังกล่าวยังมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ แม้ว่าระยะสั้นจะเห็นความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน
ส่วนทองคำและน้ำมันยังคงคำแนะนำเดิมต่อไป โดยกองทุนน้ำมันยังคงแนะนำในลักษณะ ขึ้นขายลงซื้อ ภายใต้กรอบการแกว่งตัวของราคาที่ 8494 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ทองคำระยะสั้นมองว่าอยู่ในแนวโน้มขาลงชัดเจน แต่ด้วยเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ยังเปราะบางทำให้แนวโน้มระยะกลางยาวยังคงเป็นขาขึ้น แนะนำสะสมเพิ่มเมื่อราคาอ่อนตัวมาที่ระดับแนวรับ 1,260 1,300 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กองทุนน้ำมันเเละทองคำที่เเนะนำได้เเก่ KOIL เเละ KGOLD ของบลจ.กสิกรไทย







