
บลจ.กรุงไทยลุยตราสารหนี้ขายอีก2กอง
โพสต์ทูเดย์
— บลจ.กรุงไทยเดินหน้าขาย 2 กองทุนตราสารหนี้ ชูผลตอบแทน 6 เดือน รับ 2.1% ต่อปี ส่วน 3 เดือน อยู่ที่ 1.75% ต่อปีนายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยธนทรัพย์ เอ 6 เดือน 4 (KTSUPA6M4) ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.1 ก.พ. 2554 อายุ 6 เดือน มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท
กองทุนจะลงทุนในเงินฝากของ HSBC Bank Middle East Ltd. (F1+ โดยฟิทช์) ซึ่งเป็นธนาคารในกลุ่ม HSBC Holding Plc. ดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยมีฐานธุรกิจในตะวันออกกลาง สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นอกจากนี้ กองทุนจะลงทุนในเงินฝากและตราสารการเงินระยะสั้นของธนาคารนครหลวงไทย (F1 (tha) โดยฟิทช์) ธนาคารดอยช์แบงก์ (F1+ (tha) โดยฟิทช์) บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (A+ โดยทริส) และบริษัท บัตรกรุงไทย (BBB+ โดยทริส) ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 2.1% ต่อปี และเงินลงทุนในต่างประเทศจะมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน
นายสมชัย กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยประจำ 3 เดือน คุ้มครองเงินต้น 2 (KTFIX3M2) ระหว่างวันที่ 2428 ม.ค. 2554 อายุ 3 เดือน มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท
กองทุนจะลงทุนในพันธบัตรภาครัฐในประเทศ 70% และลงทุนในเงินฝาก 30% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1.75% ต่อปี
“
อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นในประเทศทรงตัวใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยตราสารรุ่นอายุ 6 เดือน มีอัตราเสนอซื้อขายประมาณ 2.252.30% ต่อปี แม้ว่าตลาดการเงินส่วนใหญ่จะคาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินยังมีอยู่สูง การปรับพอร์ตของนักลงทุนที่เน้นถือครองตราสารระยะสั้นเพิ่มขึ้น รวมถึงเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ทยอยครบกำหนดทำให้ความต้องการลงทุนในตราสารรุ่นอายุต่ำกว่า 1 ปี ยังมีอยู่ค่อนข้างสูง”นายสมชัย กล่าวสำหรับภาวะการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ อัตราผลตอบแทนของตราสารระยะสั้นในรูปสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้มีแรงขายหุ้นเพื่อทำกำไรในภูมิภาค เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง และอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าก็อ่อนค่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผลดังกล่าวทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในตราสารต่างประเทศเมื่อมีการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกลับเป็นสกุลเงินบาทปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนในกองทุนที่กำหนดอายุโครงการ เพื่อล็อคผลตอบแทน







