posttoday
ธปท.พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ธปท.พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

28 สิงหาคม 2567

“ผู้ว่าธปท.” พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ไปแต่ขณะนี้ยังต้องมีกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น เพื่อรองรับความเสี่ยง ยันไทยไร้ภาวะเงินฝืด

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ "Thailand's Monetary Policy Challenge: How to Manage the Risks in a Changing Globalnvironment" กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Focus 204 ภายใต้หัวข้อ ความท้าทายนโยบายการเงิน : บริหารความเสี่ยง จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า การทำนโยบายการเงินของ ธปท. เน้นนโยบายผสมสาน นโยบายดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการหลายอย่าง และพร้อมปรับหากสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ได้ยึดติดจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ธปท.ให้ความสำคัญกับมาตรการรองรับความเสี่ยง เพราะสถานการณ์ในโลกไม่แน่นอนคาดการณ์ไม่ได้ จึงต้องทำนโยบายเผื่อไว้หลายๆ ทาง นอกจากนโยบายดอกเบี้ยก็ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น การให้ความรู้อย่างรับผิดของสถาบันการเงินเพื่อ ส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตังต่อเนื่อง แต่สาขาต่างๆ ฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา โตติดลบ จีดีพีลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า จากผลของงบประมาณรัฐบาลล่าช้า ส่งออกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ของปีนี้เติบโต 1.6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และจีดีพีไตรมาส 2 โต 0.8% จากไตรมาสแรก

การฟื้นตัวจะดำเนินต่อไปในครึ่งหลังของปี และ ธปท.คาดว่า จีดีพีทั้งปีจะเติบโต 2.6% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของหน่วยงานรัฐบาลอื่น และนักวิเคราะห์ ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8% ในเดือน ก.ค. ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% แต่เงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี

แม้เงินเฟ้อจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝืด ราคาสินค้าเพียงบางรายการที่มีราคาลดลง แต่ยังไม่ลดลงในวงกว้าง ผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่ายเพื่อรอให้ราคาสินค้าลดลงไปอีก ในการดำเนินนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เงินมีมติ 6 ต่อ 1 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท. ให้ความสำคัญกับแนวโน้มข้างหน้ามากกว่าที่จะอิงกับข้อมูลตลาด โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องดังต่อไปนี้

เรื่องแรก การเติบโตของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะโต 2.6% ในปีนี้ และ 3% ในปีหน้า ระดับการเติบโตถือว่าไม่สูง แต่สอดคล้องกับศักยภาพในการเติบโตระยะยาวของไทยที่ระดับ 3% บวกลบการเติบโตได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านประชากร โดยประชากรกำลังแรงงานลดลง การที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโดสูงกว่าระดับนี้ มีทางเดียวคือการเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน การลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ผลระยะสั้นเท่านั้น ศักยภาพการเดิบโดระดับนี้ถือเป็นภาวะปกติใหม่ของไทย (New Normal)

เรื่องที่ 2 เงินเพื่อไทยลดลง และกำลังกลับเข้าสู่เงินเฟ้อเป้าหมาย เศรษฐกิจไม่ได้ใหลลงสู่ภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อไทยต่างจากประเทศอื่น เงินเฟ้อภาคบริการของไทยไม่สูง ค่าเช่าทรงตัว และดึงเงินเฟ้อลง

เรื่องที่ 3 คือ เสถียรภาพการเงิน ซึ่งเป็นถือว่าเป็นปัญหาท้าทายมาก จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของจีดีพี ปัญหาน่ากังวลเพราะหนี้เงินกู้บ้านของไทยมีประมาณเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นเทียบกับหนี้ครัวเรือนของประเทศพัฒนาแล้ว ที่หนี้จำนองบ้านถือเป็นส่วนใหญ่ของหนี้ครัวเรือนยอมรับว่าแก้ไขยากและต้องใช้เวลา ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงมาที่ระดับ 80% ต่อจีดีพี

จากที่ภาคเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เท่ากัน ภาคท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้องฟื้นตัวดี แต่ภาคการผลิตอ่อนแอ การฟื้นตัวของรายได้ของประชาชนก็ไม่เท่ากัน ผู้ประกอบอาชีพส่วนตัว เช่น  แม่ค้า คนขับแท็กซี่ ยังได้รับผลกระทบ รายได้ยังไม่ฟื้นตัวดี หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก ช่วงโควิดระบาด

แม้เศรษฐกิจมหภาคฟื้นตัว แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้รู้สึกว่าฟื้นตัวตามไปด้วย นอกจากนี้ ธปท. คาดสินเชื่อด้อยคุณภาพจะเพิ่มขึ้นไป แต่ไม่ถึงขึ้นรุนแรง และคุณภาพสินเชื่อจะด้อยลงต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท