
เมเจอร์เล็งลงทุนอีก3พันล้านในอินเดีย
เมเจอร์ เล็งลงทุนอีก 3,000 ล้านบาท ขยายโรงภาพยนตร์ 200 โรง โบว์ลิ่ง 200 เลน ในอินเดียภายใน 3 ปี ส่วนเมืองไทยสบช่องจับมือไฮเปอร์มาร์เก็ต โลตัส บิ๊กซี ปีนี้ตั้งเป้าโต 15%
เมเจอร์ เล็งลงทุนอีก 3,000 ล้านบาท ขยายโรงภาพยนตร์ 200 โรง โบว์ลิ่ง 200 เลน ในอินเดียภายใน 3 ปี ส่วนเมืองไทยสบช่องจับมือไฮเปอร์มาร์เก็ต โลตัส บิ๊กซี ปีนี้ตั้งเป้าโต 15%
นายวิชา พูลวรรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ เมเจอร์, อีจีวี, พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเอสพานาด กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแผนเพิ่มทุนในบริษัท พีวีอาร์ ซิเนม่า พันธมิตรทางธุรกิจในประเทศอินเดียอีก 10% ด้วยงบลงทุน 350 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวเพิ่มเป็น 20%
ดังนั้นบริษัทจึงวางแผนการลงทุนในประเทศอินเดียตลอด 3 ปี ข้างหน้า โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มโรงภาพยนตร์อีก 200 โรง จากปัจจุบัน 160 โรง และเพิ่มลานโบว์ลิ่งอีก 200 เลน จากปัจจุบันมีอยู่ 48 เลน
ส่วนในประเทศไทยบริษัทมีแผนที่จะขยายโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง ไอส์สเก็ต อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ล่าสุดบริษัทได้มีแผนที่จะเช่าพื้นที่ในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือไฮเปอร์มาเก็ต เช่น โลตัส และ บิ๊กซี โดยเฉพาะบิ๊กซี ที่สามารถเข้าซื้อกิจการ คาร์ฟูร์ ได้ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาคาร์ฟูร์ ยังไม่มีโรงภาพยนตร์จึงเป็นช่องว่างทางการตลาดที่บริษัทจะเข้าไปขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์เพิ่มเติมในสาขาของคาร์ฟูร์เดิม
ทั้งนี้ งบลงทุนทั้งหมดที่บริษัทจะใช้ในประเทศไทยและอินเดียตลอด 3 ปี ข้างหน้า บริษัทจะใช้งบเป็นเงินประมาณ 2,400 – 3,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 800 – 1,000 ล้านบาทต่อปี
สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางด้านมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15% จากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าตลาดรวม 4,500 ล้านบาท เนื่องจากมีทั้งภาพยนตร์ไทยและฮอลลีวูด เข้าฉายเป็นจำนวนมาก เหมือนกับปี 2550 ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราการเติบโต
บริษัทจึงตั้งเป้าเติบโตทางด้านรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 15% จากปีที่ผ่านมาที่บริษัทมีรายได้ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายโฆษณาในโรงภาพยนตร์ 10% ให้เช่าพื้นที่ 10% โบว์ลิ่งและไอส์สเก็ต 10% และรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ 70%
ล่าสุด บริษัทเปิดตัวบัตร เอ็ม เจนเนอเรชั่น บัตรสำหรับสะสมคะแนนจากการใช้บัตรจ่ายผ่านเครือข่ายเมเจอร์ฯ ทั้งหมด ซึ่งบริษัทใช้งบเป็นเงิน 200 ล้านบาท ในการลงทุนซื้อซอฟต์แวร์ระบบบริหารเครือข่าย 100 ล้านบาท และอีก 100 ล้านบาท ในการทำการตลาดผ่านบัตรดังกล่าว โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะมีสมาชิก 1 ล้านรายในปีแรกของการเปิดตัว
“การทำตลาดผ่าน บัตรเอ็ม เจนเนอเรชั่น จะทำให้บริษัทรู้จักและเข้าถึงลูกค้าของตัวเองมากขึ้น ซึ่งในอนาคตบริษัทจะสามารถทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้นหรือเซกเมนต์เทชั่น นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการแชร์ข้อมูลลูกค้าร่วมกัน ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” นายวิชา กล่าว







