posttoday
ตปท.กระหน่ำ1.5หมื่นล.

ตปท.กระหน่ำ1.5หมื่นล.

23 มกราคม 2554

ต่างชาติทิ้งบอมบ์หุ้น-ตราสารหนี้ไทย 15,381 ล้านบาท ทุบดัชนีเฉียดหลุด 1,000 กดค่าเงินบาทอ่อน สัปดาห์หน้าเดี้ยงต่อ

ต่างชาติทิ้งบอมบ์หุ้น-ตราสารหนี้ไทย 15,381 ล้านบาท ทุบดัชนีเฉียดหลุด 1,000 กดค่าเงินบาทอ่อน สัปดาห์หน้าเดี้ยงต่อ

ตลาดหุ้นเอเชียร่อแร่อีกแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่ม TIPs ตลาดหุ้นอินโดนีเซียทรุดหนักที่สุด 2.16% ตามด้วยไทยดิ่งลง 1.53% และตลาดฟิลิปปินส์ติดลบ 1.39% ขณะที่หุ้นจีนดีดกลับ 1.43% หลังจากร่วงหนักสุด 2.89% วันก่อน ส่วนค่าเงินในภูมิภาคอ่อนตัวลง ค่าเงินบาทปิดที่ 30.67/69 บาท/เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติกระหน่ำทิ้งหุ้นไทยมากถึง 7,703 ล้านบาท รวมถึงขายรุนแรงในตลาดตราสารหนี้กว่า 7,678 ล้านบาท

นอกจากนี้สถาบันในประเทศยังช่วยทิ้งอีก 1,288 ล้านบาท โชคดีได้แรงรับของนักลงทุนในประเทศหนุน 8,501 ล้านบาท มีส่วนช่วยพยุงดัชนีหุ้นไม่ให้หลุดลงไปต่ำกว่าจุดจิตวิทยาสำคัญ 1,000 จุดได้ แม้ว่าระหว่างวันจะทำเสียวลงไปลึกสุดที่ 1,000.96 จุด แดงเถือก 21.20 จุดก็ตาม ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 37,546 ล้านบาท

มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ดัชนีหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า และมีความเป็นไปได้สูงที่จะลงไปต่ำกว่า 1,000 จุด หลังจากเห็นสัญญาณทิ้งของต่างชาติ สัดส่วนการขายสูงถึง 36.67% ของมูลค่าการขายทั้งตลาด แม้นักลงทุนในประเทศจะซื้อมากถึง 24,222 ล้านบาท ก็ตาม

“ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยกว่า 1.19 แสนล้านบาท ปีนี้เพิ่งมาขายออกมาจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมาก และดัชนีแถวนี้ก็ยังมีกำไรอยู่ ขณะที่นักลงทุนในประเทศเลือกซื้อหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) เพราะมีความเสี่ยงต่ำ ช่วยค้ำยันดัชนีได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น”

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังรอดูว่าทางจีนจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ จึงเทขายหุ้นออกมาก่อน รวมถึงนักลงทุนต่างชาติที่ลดน้ำหนักส่วนเกินในหุ้นไทยลงตามดัชนีอ้างอิงของ MSCI เอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น เพราะที่ผ่านมาตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ปรับตัวลงแรงไปแล้ววันที่ 21 ม.ค.นี้ จึงเห็นแรงขายหุ้นไทยออกมามาก

“ความกังวลเรื่องจีนจะขึ้นดอกเบี้ยก็ยังจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดสัปดาห์หน้า มองกรอบดัชนีอยู่ที่ 971-1,010 จุด หากหลุด 1,000 จุด มีแนวรับแรกอยู่ที่ 980 จุด แนะนำให้รอซื้อหุ้นขนาดใหญ่ เพื่อรอจังหวะเด้งกลับ” นายจักรกริช กล่าว

ด้านตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้นักลงทุนที่ต้องการซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นบริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล (E-W1) ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค. ถึงวันที่ 11 ก.พ. 2554 ต้องวางเงินสดทั้ง 100% ก่อน (แคชบาลานซ์) ทั้งนี้ E-W1 เพิ่งเข้ามาซื้อขายในวันที่ 20 ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) หุ้นบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด (ASIAN) 2 รายการ จำนวน 27.44 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.58% ของทุนชำระแล้ว มูลค่าซื้อขาย 104.27 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ย 3.80 บาท สูงกว่าราคาในตลาดปิดที่ 3.46 บาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นดีลของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีราคาหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท (BSEC) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรงก่อนที่มีข่าวเรื่อง OSK Investment Bank Berhad (OSK ) มาเลเซียได้ขอเข้าทำรายการตรวจฐานะการเงิน (Due Diligence) เพื่อซื้อกิจการทางตลาดหลักทรัพย์มีการเข้าไปตรวจสอบตามปกติว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่ แต่จะไม่เปิดเผยการพิจารณาจนกว่ากระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นและมีผลสรุปออกมา

“จะดูแลว่ามีการเปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และติดตามว่ามีการใช้ข้อมูลภายใน หรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่” นายศักรินทร์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท