
จุลพันธ์ ไม่ปิดช่องออกพ.ร.ก. ดันดิจิทัลวอลเล็ต
"จุลพันธ์ รมช.คลัง" มั่นใจ เงินดิจิทัล วอลเล็ตได้ใช้ในปี 67 ยันเดินหน้าออกพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านทำโครงการ แต่ไม่ปิดช่องออกพ.ร.ก.หากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤตเลวร้าย
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้โครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet จะมีความล่าช้ากว่ากำหนดเดิม คือ เดือนพ.ค.2567 เนื่องจากต้องรอความคิดเห็นจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่ยังมั่นใจว่า เงินในโครงการ Digital Wallet จะถึงมือประชาชนในปี 2567 เนื่องจากรัฐบาลมีกลไกลที่จะมาช่วยเดินหน้าโครงการอีกมาก
"เรายืนยันนที่จะเดินหน้าโครงการ รัฐบาลมีกลไกลที่เป็นตัวเลือกที่จะช่วยเดินหน้าโครงการได้และเป็นประโยชย์สูงสุด เราไม่ตายตัวกับสิ่งที่เห็น” นายจุลพันธ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ระบุว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ยังเป็นคำตอบเดียวของรัฐบาลในขณะนี้ ส่วนข้อเสนอให้หันไปใช้งบประมาณปี 2568 เดินหน้าโครงการดิจิทัลนั้น ยังคงมองว่า เป็นช่องทางที่ไม่ตอบโจตอบโจทย์ ไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจต้องการเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่วนคำถามที่ว่า เหตุใดรัฐบาลจะออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) นั้น เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึง และหารือกัน แต่หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ ก็เป็นเรื่องอีกเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน แต่เรายังไม่เลือกใช้วิธีออกพ.ร.บ.อยู่ รวมทั้งยืนยันยังไม่ลดวงเงินในการดำเนินโครงการ
นายจุลพันธ์ยังกล่าวต่อว่า ภายในต้นสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท Digital Wallet โดยสิ่งที่จะนำเข้าหารือจะมี 2-3 ประเด็น คือ ข้อห่วงใยเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งในข้อห่วงใยนี้จะมีการตั้ง 2 คณะอนุกรรมากราสติดตามการใช้เงินอย่างผิดประเภท เช่น ไม่มีการนำเงินไปแลกซื้อหรือส่วนลด โดยได้มอบหมายให้วางแผนการกำหนดหลักเกณฑ์ รวมถึงรูปแบบการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่ากลไกของดิจิทัลไม่ให้มีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้มีการเปิดสำรวจความคิดเห็นในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น กลุ่มข้าราชการ โดยให้กรอบเวลาทำงานในระยะสั้นๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ในการจัดทำ รวมถึงการจะมีการหารือให้คณะกรรมการไปหารือเพิ่มเติมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อสร้างความเชื่อมต่อระหว่างธนาคารพาณิชย์กับระบบดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อให้กลไกสามารถใช้งานได้ครอบคลุมกว้างขวาง และเชื่อมโยงระบบการชำระจ่ายเงินของประเทศให้กว้างขวาง และมีความสมบูรณ์มากขึ้น







