posttoday
January Effect ใน SET และ mai

January Effect ใน SET และ mai

20 มกราคม 2554

....

ปัจจัยเดือน ม.ค. หรือ January Effect เป็นปรากฏการณ์ที่ระดับราคาในตลาดหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และมีอัตราผลตอบแทนเป็นบวกในเดือน ม.ค. ซึ่งถ้าดูสถิติโดยเฉลี่ยของตลาดหุ้นต่างๆ แล้วจะเห็นว่าหุ้นมักขึ้นในเดือน ม.ค. หรือปีที่หุ้นขึ้นมีมากกว่าปีที่หุ้นลง หรือมีปรากฏการณ์ January Effect ที่ระดับดัชนีเพิ่มขึ้นตอนต้นปี

ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของนักลงทุนที่ต้องการขายหุ้นก่อนหยุดยาว เพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นช่วงตลาดปิดทำการ หรืออาจต้องการปิดบัญชีโดยขายหุ้นที่ขาดทุนเพื่อลดภาษี (ในต่างประเทศ) แล้วค่อยมาซื้อใหม่หลังปีใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะอธิบายได้หรือไม่ได้อย่างไร January Effect ก็เป็น “ความเชื่อ” อย่างหนึ่งของการเล่นหุ้น

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index ปิดปีที่แล้วที่ระดับ 1,034.79 จุด พอเริ่มปีใหม่ดัชนีขึ้นต่ออีก 3 วันไปปิดสูงสุดที่ 1,050.98 จุด ซึ่งตอนนั้นนักลงทุนที่ซื้อหุ้นเมื่อปลายปีที่แล้วต่างยินดีปรีดาว่าน่าจะมีปัจจัยของเดือน ม.ค. หรือ January Effect ส่งให้ผลตอบแทนของหุ้นเดือน ม.ค. เป็นบวก

อย่างไรก็ตาม หลังจากแตะ 1,050 ดัชนีก็ร่วงไปอีก 3 วันเหลือ 1,013.39 จุด จนหลายสำนักปรับแนวรับไปที่ 1,000 จุด โชคดีที่หุ้นต่อจากนั้นปรับขึ้นมาได้ในระดับ 1,030 กว่าๆ ใกล้เคียงกับจุดปิดปีที่แล้ว จะลงบ้างก็ไม่น่ากลัว ที่เหลืออีก 2 สัปดาห์ของเดือนต้องดูต่อว่า January Effect ปีนี้จะให้ผลบวกตามสถิติในอดีตหรือไม่

ที่น่าสนใจ คือ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่ระดับดัชนีมีทิศทางเป็นบวกและขึ้นจากระดับประมาณ 270 ในปีที่แล้วมาเป็น 280 จุดในขณะนี้ ซึ่งค่อนข้างเห็นผลของปัจจัยเดือน ม.ค. อย่างค่อนข้างชัดเจนในตลาดหุ้น mai

สาเหตุประการหนึ่งที่ผลตอบแทนเดือน ม.ค. ในตลาดหุ้น “ใหญ่” ไม่ดีเท่าตลาดหุ้น “ใหม่” อาจเป็นเพราะการขายทำกำไรของผู้ถือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF (Long Term Equity Fund) ที่ขายกองทุน LTF ที่ครบกำหนด ซึ่งอาจเป็นเพราะเห็นว่าหุ้นขึ้นมามากตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วที่เริ่มลงทุน จึงรีบขายตัดกำไรในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาหุ้นดีที่สุดในรอบห้าปีที่ลงทุน

และอาจ “ประหวั่น” ว่าระดับราคาหุ้นอาจขึ้นไม่ได้ต่อ ถ้าไม่ขายอาจต้องติดอยู่บน “ยอดดอย” เพราะถ้าต้องขายในราคาต่ำกว่าอาจ “ทำใจไม่ได้” เพราะเสียโอกาสทำกำไรสูงสุด หรือคนค้าขายเรียกว่า “ขาดทุนกำไร” หรือเสียดายที่ได้กำไรน้อยลง

การขาย LTF จะกระทบในตลาดใหญ่มากกว่าในตลาดใหม่ เพราะกองทุน LTF แทบทั้งหมดจะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลัก เพราะเห็นว่ามีปัจจัยพื้นฐานดีกว่า ความเสี่ยงน้อยกว่า และเป็นการลงทุนระยะยาวของผู้ลงทุนจำนวนมาก ถ้าเกิดลงทุน “ซี้ซั้ว” อาจถูก “ด่าเละ”

เพราะฉะนั้นลงหุ้นดี ใหญ่ มีสภาพคล่องสูงๆ จะ “ชัวร์” หรือปลอดภัยกว่า ยิ่งห้าปีที่แล้วคงไม่ค่อยมีผู้จัดการกองทุน LTF ที่หาญกล้าลงทุนในหุ้นเล็กๆ ของตลาด mai ดังนั้นการขายกองทุน LTF ที่ครบกำหนดจึงไม่ค่อยกระทบกับแนวโน้มของผลตอบแทนที่บวกของปัจจัยเดือน ม.ค. ในตลาด mai สักเท่าไร

อีกสาเหตุหนึ่งเพราะหุ้นเข้าใหม่เกือบทั้งหมดในรอบหลายปีมานี้เป็นหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาด mai ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กแต่คุณภาพดีเข้าระดมทุนโดยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทที่เข้าจดทะเบียนใน mai ก็เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราเพียง 20% ซึ่งต่ำกว่าบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือจดทะเบียนในตลาดใหญ่ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้ลดหย่อนภาษีอีกต่อไป ทำให้ตลาดหุ้น mai ค่อนข้างคึกคักและมีแรงซื้อหนุนเนื่องมากกว่าในอดีต

เพราะฉะนั้นการลงทุนในหุ้น mai จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงๆ แต่ก็อย่าลืมท่องคาถาที่ได้ยินเป็นประจำว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน” เพราะไม่ว่าหุ้นใหญ่หุ้นเล็กมีความเสี่ยงทั้งนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท