
สัมผัสเบนท์เลย์ มูลซาน หรู-แรงกับค่าตัว33ล้าน
นอกจากความหรูหราแบบสุดๆแล้ว จุดเด่นของ มูลซาน คืออัตราเร่งของเครื่องยนต์ที่สั่งได้ชนิดที่กดคันเร่งเมื่อไหร่ มีอาการหลังติดเบาะให้เห็นทุกครั้งด้วยขุมพลังวี8 กับแรงม้าครึ่งพันและแรงบิดมหาศาล
นอกจากความหรูหราแบบสุดๆแล้ว จุดเด่นของ มูลซาน คืออัตราเร่งของเครื่องยนต์ที่สั่งได้ชนิดที่กดคันเร่งเมื่อไหร่ มีอาการหลังติดเบาะให้เห็นทุกครั้งด้วยขุมพลังวี8 กับแรงม้าครึ่งพันและแรงบิดมหาศาล
โดย...นิธิท้วมประถม
เบนท์เลย์ ชื่อคงคุ้นหูของหลายต่อหลายคน ว่าเป็นรถยนต์ระดับหรูของโลกจากเมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษ ที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น “ผู้ดี” เอาไว้ไม่เสื่อมคลาย นั่นคือความ “หรู” ของเบนท์เลย์เอาไว้
และความหรูของเบนท์เลย์นั้น เป็นความหรูที่ยากที่ใครจะเลียนแบบได้ นั่นคือการเป็นรถแฮนด์เมดยี่ห้อเดียวของโลกยนตรกรรมใบนี้เสียแล้ว ซึ่งเบนท์เลย์นั้นมองว่ารถที่เขาผลิตนั้นไม่ใช่ยนตรกรรมนะครับ แต่เป็นงาน “หัตถกรรม”
นอกจากความเป็นแฮนด์เมดแล้ว ในเรื่องของเทคโนโลยี เครื่องยนต์ของเบนท์เลย์ก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกเช่นกัน
เบนท์เลย์ มูลซาน (Mulsanne) คือหนึ่งในยนตรกรรมที่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์เลย์ในประเทศไทย นำเข้ามาจำหน่ายในปีนี้ ด้วยราคาค่าตัวที่ 33 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในบรรดารถเบนท์เลย์ที่เอเอเอสนำเข้ามาจำหน่าย ก็อย่าง เบนท์เลย์ คอนติเนนทัล ซูเปอร์สปอร์ต แบบเปิดประทุน ยังมีค่าตัวแค่ 26.3 ล้านบาท เท่านั้นเอง
ทำไมเจ้า เบนท์เลย์ มูลซาน ถึงมีราคาสูงแตะเพดานบินอย่างนี้ คงต้องไปดูในรายละเอียดเสียหน่อย เพราะผมเองนั้นมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับตัวเป็นๆ ของ เบนท์เลย์ มูลซาน มาแล้ว ก็ขอบอกว่า “ไฮโซ” จริงๆ
โดยเฉพาะจุดเด่นของสัมผัส เบนท์เลย์ มูลซาน นั่นคืออัตราเร่งของเครื่องยนต์ที่บอกได้ว่าอย่างกับนั่งเครื่องบินเวลาเครื่องขึ้นเลยครับ หลังติดเบาะแบบติดสนิทไปเลย แรงบิดมหาศาลจริงๆ ยังไม่นับรวมความไฮโซภายในอีกนะครับ
เรามาเริ่มกันเลยนะครับ เริ่มตั้งแต่ภายนอกของสัมผัส เบนท์เลย์ มูลซาน นั้นยังคงเป็นเอกลักษณ์รูปทรงของเบนท์เลย์ไว้อย่างไม่เสื่อมคลายตั้งแต่เมื่อ 90 ปีที่ผ่านมา คือตัวรถขนาดยาว ดูภูมิฐาน พิถีพิถันในทุกชิ้นส่วน แต่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ตนิดๆ ดูจากภาพประกอบกันนะครับว่าภูมิฐานแค่ไหน
ผมนั้นแค่เห็นโลโก้รูปปีกนกที่ติดอยู่บนฝากระโปรงหน้าก็หลงเสน่ห์ของเบนท์เลย์แล้วครับ และที่ประทับใจอีกอย่างคือ กระจังหน้าของสัมผัส เบนท์เลย์ มูลซาน นั้นเป็นซี่ตะแกรงละเอียดยิบ ดูคลาสสิกไม่น้อยเลยทีเดียว นี่แค่ตะแกรงหน้ายังละเอียดขนาดนี้ ส่วนอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้วครับ
จุดเด่นอีกอย่างของเบนท์เลย์ มูลซาน ก็คือไฟหน้าดวงกลมโตที่ถูกตกแต่งด้วยหลอดไฟแบบ LED และถูกติดตั้งใกล้กับตะแกรงด้านหน้ารถมากขึ้น ในขณะที่ไฟ Running Light ได้ถูกติดตั้งขนาบข้างเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงรถเบนท์เลย์แบบ 8 ลิตร ในสมัยปี 1930
ภายในของเบนท์เลย์ มูลซาน นั้น บอกได้คำเดียวครับ ว่าเมื่อก้าวเข้าไปแล้วเหมือนเข้าไปนั่งในห้องสมุดขลังๆ แต่ไม่ใช่ห้องสมุดแห่งชาติของไทยนะ ต้องเป็นห้องสมุดต่างประเทศ ที่มีโต๊ะไม้ใหญ่ๆ สีน้ำตาล ไม้โอ๊กขรึมๆ จะเข้ามานั่งแล้ว เอะอะมะเทิ่ง ไม่ได้ครับ ไม่เหมาะ ไม่เหมาะ เข้ามานั่งแล้วต้องเก๊กขรึมไว้ ทำเป็นจิบไวน์เสียหน่อย ทั้งๆ ที่ใจจริงชอบน้ำกระเจี๊ยบมากกว่าก็ต้องยอมครับ
ห้องโดยสารของมูลซานนั้น บอกได้ว่าเนี้ยบทุกชิ้น มองไปมุมไหนก็ต้องทำเสียง จิ๊จ๊ะ จุ๊ๆ ไปเรื่อย เพราะไม่รู้ว่าจะเนี้ยบอะไรขนาดนี้ ทั้งคอนโซล ทั้งเบาะหนังแท้ ที่ใช้ช่างเย็บด้วยมือทุกชิ้น และช่างเย็บเบาะของเบนท์เลย์นี่ถือเป็นช่างฝีมือระดับสูงนะครับ เพราะเบาะนั่งของเบนท์เลย์นั้นใช้เวลาในการเย็บนานเป็นสัปดาห์ทีเดียวกว่าจะเสร็จออกมาแต่ละตัว
ส่วนไม้ที่ใช้ประกอบตามคอนโซลและข้างประตู รวมถึงที่อื่นๆ นั้นได้รับการคัดเลือกว่าจะต้องเป็นไม้ที่มีคุณภาพสูงสุด และที่สำคัญไม้ที่ใช้ทั้งหมดในรถนั้นเป็นไม้ชิ้นเดียวกันหรือต้นเดียวกัน เพื่อให้ลวดลายของไม้นั้นเป็นลวดลายเดียวกันทั้งหมด
เป็นยังไงครับ ท่านผู้อ่าน อลังการมากแค่ไหน รถบ้านๆ ที่ผมใช้อยู่นั้น อย่าว่าแต่ไม้ต้นเดียวกันเลยครับ ทั้งคันไม่มีชิ้นส่วนของไม้ประกอบเลยสักกะนิด เฮ้อ...
เหลือบสายตามองไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ หันไปมองคันเร่งกับเบรก ก็ต้องโอ๊ะ อีกแล้ว ก็แหมแป้นเบรกยังถูกออกแบบให้เป็นตัวอักษร B ที่เป็นโลโก้ของเบนท์เลย์อีกด้วย ปุ่มล็อกประตู ก็เป็นปุ่มสเตนเลสที่มีรายละเอียดยิบ ดูก็รู้ว่าไฮโซจริง
การมาสัมผัสกับเบนท์เลย์ มูลซาน ครั้งนี้ เอเอเอสไม่ได้ต้องการให้มาดูความสวยงาม ไฮโซ อะไรมากมายนักหรอกครับ แต่เป็นผมเองที่เข้าไปตะลึงกับรายละเอียดของมูลซานคันนี้
จริงๆ แล้วสิ่งที่เอเอเอสต้องการในครั้งนี้ คือการแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ เบนท์เลย์ มูลซาน ว่ามีดีแค่ไหน โดยเฉพาะในเรื่องของแรงบิดที่มีมากถึง 1,020 นิวตันเมตร นั้นเป็นอย่างไร
ก็บอกได้เพียงคำเดียวว่า เครื่องยนต์ วี8 ขนาด 6,752 ซีซี 512 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์เพียง 4,200 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 1,020 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์เพียง 1,750 รอบต่อนาทีนั้นทำให้เราได้รับประสบการณ์แรงกระชากของเครื่องยนต์ที่พุ่งไปข้างหน้า เพียงแค่เราเพิ่มน้ำหนักเท้าไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
การออกตัวที่ต้องเรียกว่ากระชากออกจากจุดหยุดนิ่ง ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้กับรถที่มีความยาวกว่า 5.5 เมตร กว้างเกือบ 2 เมตร ให้พุ่งออกไปอย่างกับธนู ทำให้คนที่นั่งหลังพวงมาลัยต้องมีสติไม่น้อยทีเดียว ถึงจะคุมเจ้าม้าหนุ่มๆ 500 กว่าตัวนี้ได้
ตามสเปกระบุว่า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ใช้เวลาเพียง 5.3 วินาที พอๆ กับรถซูเปอร์ระดับโลกเลยทีเดียว
ความเร็วที่เกิดขึ้นนั้นหากนั่งอยู่หลังพวงมาลัยจะรู้สึกถึงอาการหลังติดเบาะแบบสนิทๆ กันเลยครับ บอกได้เลยว่าแรง แรงจริงๆ ไม่ต้องห่วงเลยว่ารถใหญ่ขนาดนี้จะอืดอาดแค่ไหน อยู่ที่ว่าจะเอาอยู่หรือเปล่ามากกว่า และที่สำคัญจะกล้าเหยียบแค่ไหนมากกว่า เพราะอัตราการสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 กิโลเมตรต่อลิตร
อัตราสิ้นเปลืองอย่างนี้ จะว่าไปแล้วคงไม่สะเทือนกับเจ้าของที่มีเงิน 33 ล้านบาท ซื้อรถคันนี้แน่ๆ
ส่วนความสะดวกสบายไม่ได้สัมผัสอะไรมากมายนัก แต่เพียงแค่ได้เข้าไปนั่งในห้องโดยสารแล้วรถเคลื่อนไปมาภายในสนามที่ใช้ทดลองขับ ก็เพียงพอที่จะรับรู้|ได้แล้วว่าความหรูหราที่แสนสบายนั้นมีอยู่จริง....
************************
Crewe บ้านของเบนท์เลย์
เบนท์เลย์ถูกผลิตจากโรงงานที่ตั้งอยู่บนเกาะพื้นราบแห่งดินแดนเชสเชียร์ ดินแดนทางใต้ของเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง Crewe ประเทศอังกฤษ ที่เป็นบ้านของ Bentley Motors และมีประชากรกว่า 67,683 คน ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 1946 หลังอาคารอิฐสีแดงของ Pyms Lane ในพื้นที่กว่า 80 เอเคอร์
พนักงานในโรงงานเบนท์เลย์มีอยู่เพียง 3,000 คนเท่านั้น ซึ่งแนวคิดการผลิตของ เบนท์เลย์นั้น เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับโลกแห่งการผลิตแบบมวลผลิต และถือเป็นป้อมปราการสุดท้ายของการใช้มือผลิตและสร้างสรรค์ผลงาน เบื้องหลังลายเส้นในทุกๆ เส้นนั้น สร้างสรรค์มาจากทักษะและความรู้จากช่างที่เปี่ยมไปด้วยฝีมือระดับแนวหน้านี้ ซึ่งการผลิตเบนท์เลย์แต่ละคันจะใช้เวลาการผลิตเกินกว่า 2 เดือน เพราะกว่า 50% ของ เบนท์เลย์นั้น คืองานหัตถกรรมรถยนต์ชั้นเลิศที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยมือ
ที่สำคัญประสบการณ์ของพนักงานแต่ละคนก็ไม่ธรรมดา เพราะมีครอบครัวทำงานที่โรงงานแห่งนี้มากว่า 3 เจเนอเรชัน หรือ 1 ใน 4 ของคนทำงานในเบนท์เลย์นี่มีอายุงานนานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว







