posttoday
SCB ผ่านช่วงสร้างกำไรสูงสุดไปแล้ว

SCB ผ่านช่วงสร้างกำไรสูงสุดไปแล้ว

19 มกราคม 2554

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประกาศกำไรสุทธิปี 2553 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) ที่ 24,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.6% จากปี 2552 โดยมาจากการขยายตัวทั้งจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ที่เป็นดอกเบี้ย ผลประกอบการที่ออกมานั้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต คาดไว้ที่ 23,240 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.แห่งนี้ยังแนะนำให้ซื้อหุ้นนี้ โดยให้ราคาเป้าหมายหุ้นละ 122 บาท

แต่ถึงแม้จะยังคงแนะนำ “ซื้อ” SCB แต่ บล.แห่งนี้ชื่นชอบธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มากกว่า เนื่องจากมีแนวโน้มของความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งกว่า

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต เชื่อว่าการที่ SCB นำกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคมาใช้นั้นมีความเสี่ยง เพราะเน้นเพิ่มปริมาณสินเชื่อในเชิงรุกของ SCB ที่อาจจะทำลายความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร เพราะผลิตภัณฑ์ทางการเงินไม่เหมือนกับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสามารถออกมาได้หลากหลายรูปแบบ แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหมือนกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) มากกว่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ทางด้านราคา จึงนำไปสู่สงครามราคาได้

SCB กำลังมุ่งเน้นไปที่ปริมาณการให้สินเชื่อและส่วนแบ่งการตลาด และธนาคารกำลังแข่งขันอย่างจริงจังในเรื่องการกำหนดราคา โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แม้จะคาดว่า SCB จะมีสินเชื่อที่เติบโตน่าประทับใจที่ 13% ในปี 2553 และ 12% ในปี 2554 และแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ธนาคารไม่คาดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะปรับขึ้นมากในปีหน้า เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นไม่สามารถชดเชยสินเชื่อที่อ่อนแอลงได้

ธนาคารแห่งนี้ตั้งเป้าที่จะใช้สินเชื่อเป็นเครื่องมือดึงดูดค่าธรรมเนียมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แต่ไม่คาดว่าธนาคารจะสามารถมีรายได้ค่าธรรมเนียมได้มากพอที่จะชดเชยความสามารถในการทำกำไรของรายได้จากสินเชื่อที่อ่อนแอลง และเพียงพอที่จะทำให้ธนาคารมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าธนาคารอื่นได้ไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค บริการธนาคารมีลักษณะใกล้เคียงกัน

ดังนั้น เรื่องของราคาจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ และธนาคารส่วนใหญ่กำลังพยายามแข่งขันกันเพื่อให้ธนาคารของตนมีรายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เนื่องจากไม่มีเป็นหลักประกันว่าผู้ให้กู้จะใช้ผลิตภัณฑ์อื่นของ SCB และเนื่องจากธนาคารมีฐานรายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงอยู่แล้ว

เราจึงคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโตไม่มากนักที่ 13% ต่อปี ในปี 25542556

เรื่องราวการเติบโตของกำไรมีความน่าตื่นเต้นน้อยลง นอกจากจะมีแรงกดดันในเรื่องอัตราผลตอบแทนจากการให้กู้ยืมแล้ว SCB ยังได้ประโยชน์จาก Leverage Effect อีกไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) รวมตั๋วแลกเงิน (B/E) อยู่ในระดับที่ตึงตัวที่ 96% ในปี 2553 อีกด้วย

การขยายตัวที่ลดลงของ NIM รายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตไม่มาก และมีโอกาสที่จะปรับลด

ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองได้น้อย ทำให้เรื่องราวการเติบโตของ SCB มีความน่าตื่นเต้นน้อยกว่าธนาคารอื่น ถึงแม้ว่าเราจะสมมติให้สินเชื่อของ SCB ขยายตัวมากที่สุดในกลุ่ม แต่เราคาดว่ากำไรของธนาคารจะเติบโตเพียง 16% ต่อปี ในปี 25542555 เทียบกับกลุ่มที่เติบโต 19% และ 18% ชอบ KBANK มากกว่า SCB เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งผู้นำในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนั้นจึงเชื่อว่า SCB ได้ผ่านการเติบโตสูงสุดไปแล้ว กลยุทธ์การเน้นการให้สินเชื่อในปริมาณมากของธนาคาร น่าจะช่วยแค่รักษาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเท่านั้น แต่ไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้ธนาคารมีอัตราการเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง

ดังนั้น จึงมองว่าอย่างดีที่สุด SCB น่าจะมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ที่ราว 17% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะยังคงแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากราคาเป้าหมาย 23% แต่ยังคงชอบ KBANK มากกว่า เนื่องจากมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่า และมีอัตราการขยายตัวของ ROE ที่เร็วกว่า

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน