
เออีซี-ทุนจียไหลเข้า แรงกระเพื่อมค้าปลีกไทย
แม้ว่าหลายฝ่ายจะพยากรณ์ว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งของธุรกิจค้าปลีกเมืองไทย มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท เนื่องด้วยมีหลายปัจจัยบวกเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบนับหมื่นล้านบาท
แต่ใช่ว่าค้าปลีกไทยปีหน้าจะมีเฉพาะมุมมองที่สดใส เพราะยังมีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นเช่นกันจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่จะปรับเพิ่มจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบทางการเกษตร รวมทั้งปัญหาแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่อาจขาดแคลน เมื่อแรงงานถูกดึงดูดเข้าสู่ภาคเกษตรที่ให้รายได้ดีกว่า
ทว่าในระยะอันใกล้สิ่งที่จะเข้ามาเป็นแรงกระทบให้ธุรกิจค้าปลีกไทยต้องปรับโฉมหน้ากลับขึ้นอยู่กับสองตัวแปรหลัก นั่นคือ การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 และการไหลออกของทุนจีนเพื่อเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ฉายภาพให้ฟังว่า ทั้งสองปัจจัยข้างต้นจะเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกพลิกโฉมหน้า เนื่องจากเมื่อทุนจีนไหลบ่าเข้ามาในประเทศไทยด้วยต้นทุนการผลิตสินค้าที่ถูกกว่า จะทำให้ไทยต้องปรับตัวจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการ เพราะแข่งขันด้านต้นทุนกับจีนได้ยาก
เมื่อสินค้าจากจีนไหลเข้ามาแข่งขันทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย ย่อมส่งผลให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบต้องเร่งปรับตัว ซึ่งหากโฟกัสมาที่ธุรกิจค้าปลีกแล้ว ย่อมเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทุนจีนหมายปองเพื่อต่อยอดจากสินค้าเข้าสู่ธุรกิจเทรดดิงและค้าปลีก
เห็นได้จากขณะนี้ นอกจากจะมีสินค้าจากจีนเข้ามาตีตลาดไทยโดยใช้ราคาเป็นกลยุทธ์หลักแล้ว ยังได้เห็นการลงทุนเปิดธุรกิจค้าปลีกแล้ว เช่น ซิตี้ ไชน่า คอมเพล็กซ์ ย่านบางนา ขนาด 5 แสนตร.ม. ที่คาดว่าจะเปิดในปีหน้า
ดังนั้น สิ่งที่ค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัวรับคือ การพัฒนาธุรกิจให้แข่งขันได้ ด้วยการติดอาวุธ 6 เรื่องหลัก ได้แก่ การบริหารต้นทุน การบริหารโลจิสติกส์ การบริหารการตลาด การดูแลการเงิน การพัฒนาข้อมูลข่าวสาร และการพัฒนานวัตกรรมหรือค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ (ดูตารางประกอบ)
ขณะที่นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมค้าปลีกในปีนี้ ว่า กลุ่มที่เติบโตสูงสุดจะเป็นกลุ่มห้างและศูนย์การค้า โดยจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ขณะที่ภาพรวมตลาด 1.4 ล้านล้านบาท คาดเติบโตไม่ต่ำกว่า 56% และจะมีการข้ามเขตแดนการแข่งขัน โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กและในตลาดต่างจังหวัดที่ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
ขณะที่ภาพรวมการลงทุน จะเห็นการขยายสาขาในเมืองใหญ่อย่างแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนเมืองที่เกิดใหม่ การเกิดพลาซาหรือคอมมูนิตีมอลล์ที่เกิดขึ้นในชุมชนมากขึ้น หรือมินิมาร์ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่จะเข้าถึงแหล่งชุมชน เนื่องจากไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนไป โดยนิยมจับจ่ายใกล้บ้านมากขึ้น
แต่สิ่งที่ รศ.ดร.สมภพ เป็นห่วงในปีนี้ คือ ปัญหาเงินเฟ้อที่มาจาก 4 ตัวแปร ได้แก่ เงินเฟ้อจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าต้องปรับขึ้นตาม เงินเฟ้อจากค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และเงินเฟ้อจากการปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
จะเห็นได้ว่า แม้ในภาพรวมที่เริ่มฟื้นตัวยังมีปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวังและปรับตัวรับให้ทันท่วงที ไม่ใช่เพื่อการอยู่รอดในวันนี้ แต่ยังเป็นการปรับเพื่ออยู่รอดอย่างยั่งยืน และรับการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงจากปัจจัยนอกประเทศอย่างเออีซีและทุนจีนอีกด้วย







