posttoday

ส.อ.ท.จี้รัฐ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่หน้าโรงกลั่น แก้ปัญหาระยะยาว

20 ตุลาคม 2566

ส.อ.ท.ชี้ รัฐบาลควรปรับโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่หน้าโรงกลั่น พร้อมดูค่าการตลาดน้ำมัน เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันระยะยาว แนะควรออกมาตรการเฉพาะผู้มีรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบางในระยะต่อไป

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลดราคาน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์91 ลง 2.50 บาทต่อลิตร ว่า ถือเป็นแนวทางที่ดีเพราะช่วยประชาชนผู้ใช้เบนซินในภาพรวม หลังจากลดราคาดีเซลไปแล้วก่อนหน้านี้ ทว่าต้องจับตาดูว่าสุดท้ายแล้วจะใช้เครื่องมือใดในการลดราคาระหว่างภาษีสรรพสามิตหรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากเป็นภาษีอาจทำได้ระยะสั้นเพราะทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ 

ส่วนการใช้เครื่องมือผ่านกองทุนน้ำมันฯก็ทำได้ยากเพราะปัจจุบันกองทุนติดลบค่อนข้างมาก จากการอุดหนุนดีเซลและก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) โดยจะเห็นว่าทั้งสองแนวทางไม่ใช่การลดราคาที่มาจากการปรับโครงสร้างน้ำมัน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการปรับโครงสร้างควบคู่กันไปและกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจนว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

นายอิศเรศ กล่าวว่า รัฐบาลต้องรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่ราคาหน้าโรงกลั่นที่ใช้ราคาอ้างอิงราคาสำเร็จรูปสิงคโปร์ได้ แต่ไม่ควรรวมค่าขนส่ง เพราะประเทศไทยนำน้ำมันดิบมากลั่นเอง และต้องการให้ดูค่าการตลาดที่เหมาะสมด้วย

นอกจากการช่วยเหลือประชาชนในภาพรวมแล้ว รัฐบาลต้องทำมาตรการเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้น้อย และ กลุ่มเปราะบางด้วย เพื่อให้กลุ่มนี้ดำรงชีพในภาวะต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ 

อย่างไรก็ตาม ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดวันที่ 15 ต.ค. 2566 ติดลบ 70,230 ล้านบาท จากบัญชีน้ำมันติดลบ 25,121 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 45,109 ล้านบาท 

ทั้งนี้ แม้ว่ากองทุนมีเงินไหลเข้าจากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 141.22 ล้านบาทต่อวัน แต่ก็มีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและแอลพีจี 364.66 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้ภาพรวมเงินไหลออกจากกองทุนฯ 223.44 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็น 6,703 ล้านบาทต่อเดือน