
เร่งตั้งกองทุนโรงไฟฟ้า
ระดมรีดเงินรายเล็กรายใหญ่ รองรับแผนพัฒนาพื้นที่ชุมชน
โพสต์ทูเดย์
— เรกูเลเตอร์เร่งเดินเครื่องรีดเงินโรงไฟฟ้า ตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 2,100 ล้านบาท รองรับพัฒนาชุมชนนายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยในการเปิดสัมมนาเรื่อง
“กองทุนพัฒนาไฟฟ้า พัฒนาพลังงาน พัฒนาบ้านเรา” ว่า ขณะนี้กองทุนพัฒนาไฟฟ้าได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดยจะมีวงเงินในการบริหารจัดการปีละประมาณ 2,100 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่สำหรับแหล่งที่มาของเงินกองทุนฯ จะมาจาก 4 ด้าน ได้แก่ 1.เงินที่ได้รับจากผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า คือ โรงไฟฟ้า ซึ่งหักจากอัตราค่าบริการ 2.เงินค่าปรับทางปกครองจากโรงไฟฟ้า 3.เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ และ 4.ดอกผลหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนฯ
อัตรานำเงินส่งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า กรณีที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ หากยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ให้จัดเก็บในอัตราปีละ 5 หมื่นบาท/เมกะวัตต์ แต่ถ้าเริ่มมีการผลิตไฟฟ้าแล้วให้จัดเก็บตามปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าในแต่ละเดือน ซึ่งเรียกเก็บตามชนิดเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า ดังนี้
ก๊าซธรรมชาติเก็บในอัตรา 1 สต./หน่วย น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล 1.5 สต./หน่วย พลังงานลม แสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล และเศษวัสดุเหลือใช้ 1 สต./หน่วย พลังงานน้ำ 2 สต./หน่วย ส่วนโรงไฟฟ้าเก่าจะเรียกเก็บเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น
“
ที่มาของเงินกองทุนฯ ได้เพิ่มประเภทของโรงไฟฟ้าที่เป็นขนาดเล็กมากขึ้น จากเดิมก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับถาวร จะเก็บจากโรงไฟฟ้าขนาด 6 เมกะวัตต์ขึ้นไป แต่ปัจจุบันโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ก็ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ด้วย เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลและพัฒนาชุมชน” นายกวิน กล่าวทั้งนี้ หลังจากการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จะทำให้มีฐานของเงินกองทุนมากขึ้น เอื้อต่อการดูแลชุมชนได้อย่างทั่วถึง รายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 2,100 ล้านบาท จากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ 249 แห่ง
นอกจากนี้ เงินดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาพื้นที่ชุมชนให้มีความเจริญมากขึ้นได้ ทำให้ช่วยลดความขัดแย้งได้มากกว่าที่ผ่านมา และจะทำให้ภาพลักษณ์ของโครงการโรงไฟฟ้าเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนยิ่งขึ้น
น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า เงินกองทุนฯ ดังกล่าวกำหนดกรอบการบริหารจัดการอย่างรัดกุม มีคณะกรรมการระดับพื้นที่เพื่อเข้ามาพิจารณาโครงการหรือแผนงานที่แต่ละท้องถิ่นเสนอขอใช้เงินกองทุนฯ นี้ ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินไว้ ประกอบด้วย
1.เพื่อชดเชยและอุดหนุนให้กับโรงไฟฟ้าที่ให้บริการกับผู้ใช้ไฟฟ้าด้อยโอกาส 2.ชดเชยผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น กรณีศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในการผลิตไฟฟ้า 3.การพัฒนาท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกลุ่มโรงไฟฟ้า
4.ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่ใช้ในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และ 5.ส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนักและมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า







