
uniform ต้องเป็น uniform
...,มล.อัฉจราพร ณ สงขลา
พนักงานบางคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด หรือพนักงานที่มีความคิดพลิ้วไหวไปกับแฟชั่นตลอดเวลา แยกไม่ออกว่าอะไรคือ Uniform อะไรคือการแต่งกายตามแฟชั่นทั่วไปมักเกิดอุบัติการณ์ทางความคิดขึ้นมาว่า Uniform ที่ตนเองใส่นั้นไม่งามพอ ไม่เป็นไปตามสมัยนิยม จึงไปเอา Uniform มาแก้ไขไปตามที่ตนเองคิดว่างาม
ลึกๆ แล้ว พนักงานเหล่านี้รู้ว่าตัวเองทำผิด แต่ก็มีความกล้าและมั่นใจที่จะทำ ที่แย่คือตนเองไม่ได้มีความคิดที่มองไกลออกไปว่า สิ่งที่ตนเองทำจะส่งผลลับมายังองค์กรในภาพรวมอย่างไรบ้าง พนักงานประเภทนี้ชอบสร้างปรากฏการณ์ให้ตนเองมีสีสันและเป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับเพื่อนพนักงานอยู่เสมอ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอกค่ะ ก็มักจะเป็นคนหน้าเดิมรายเดิมทุกครั้ง พนักงานเหล่านี้จะมีความสุข หากทำให้ตนเองดูแปลกตาไปจากเพื่อนพนักงานคนอื่น ...และความสุขอย่างหนึ่งคือการแสดงออกโดยผ่านทางการแก้ไข Uniform
พนักงานองค์กรพวกนี้ที่จริงแล้วโดยธรรมชาติเป็นคนที่คิดนอกกรอบและมีความคิดสร้างสรรค์ดีเยี่ยม แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ถูกเรื่องและผิดที่ ...ฝ่ายบริหารสามารถนำพนักงานเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นได้ แต่ในเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้เลยตามเลย
ภาพที่พบเห็นได้บ่อยจากพนักงานเหล่านี้คือ ...ผู้ชายไปแก้เสื้อให้รัดรูปและกางเกงให้ขาลีบ เป็นพวกที่ต้องการให้เห็นร่างและมัดกล้ามที่ตนเองไป Built มาจาก Fitness ส่วนผู้หญิงบางรายจะแก้ชายกระโปรงให้สั้นขึ้นมา เพราะนึกว่าตัวเองมีสะโพกและช่วงขาสวยเซ็กซี่จนทนเก็บไว้ดูคนเดียวไม่ไหว บางรายใจกล้าถึงขนาดแก้ชายกระโปรงให้สั้นจนเหลืออีกคืบก็จะถึงจิ๋ม...(ขอโทษค่ะ ประมาณนั้นจริงๆ)
แค่ Uniform ที่เป็นเสื้อผ้าไม่พอ ยังลามไปถึงการย้อมผมสีแปลกๆ ป้าย Eye Shadow ด้วยสีหนักมีเลื่อมเรืองแสง Paint เล็บเป็นรูปคิกขุต่างๆ และอาจมีรอยสักซุกไว้ตรงโน้นตรงนี้ ฯลฯ
หากองค์กรไหนไม่เข้มงวด เราก็จะเห็นคนแต่งกายแปลกๆ มีภาพคนเหล่านี้อยู่จำนวนมาก เพราะคงอยู่กันจนยอมรับเรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูกไปแล้ว แต่องค์กรไหนมีความเข้มงวดเราก็จะเห็นว่าคนจะแต่งกายอยู่ในมาตรฐานเดียวกันหมด
ตอนนี้ผู้เขียนขอถามว่า ...แล้วท่านคิดว่าอย่างไหนคือสิ่งที่ดี?
ท่านเคยคิดไกลไปจากภาพที่เห็นบ้างหรือไม่ว่า องค์กรที่มีพนักงานแต่งกายผิดเพี้ยนไปจาก Uniform ที่กำหนดให้กับองค์กรที่พนักงานแต่งกายในมาตรฐานของ Uniform เดียวกันทั้งหมด...องค์กรไหนจะน่าเชื่อถือกว่ากัน (Which organization is more reliable?)
ขอเรียนว่า Reliability ...ความน่าเชื่อถือ เป็นหัวใจในทุกธุรกรรม ...พนักงานยังแต่งตัวกันสะเปะสะปะควบคุมกันไม่ได้ แล้วจะไปสร้างธุรกรรมให้มีมาตรฐานได้อย่างไร?...เราจะหาคุณภาพจากองค์กรที่พนักงานยังแต่งตัวไปคนละทิศคนละทางได้หรือ? ฯลฯ
อุบัติการณ์เกี่ยวกับการแก้ไข Uniform ของพนักงานบางคนหรือไม่กี่คน สร้างความปวดหัวให้กับองค์กรมาก เพราะพนักงานบางคนดูตั้งแต่หัวถึงเท้า ผิดเพี้ยนจาก Uniform ที่วางไว้เกือบหมด แต่แปลกที่องค์กรทั่วไปมักเห็นว่า โทษของคนที่ไม่แต่งกายตาม Uniform เป็นความผิดลหุโทษ เป็นเรื่องเล็กน้อย หัวหน้ามักทำเป็นมองไม่เห็น และมักใช้การตักเตือนไม่ลงโทษขั้นรุนแรง หรือสวยเซ็กซี่จนไม่กล้าเตือนไม่กล้าลงโทษ
ผู้เขียนได้ไปจัดคอร์สฝึกอบรมเรื่อง
“บุคลิกภาพของผู้บริหารและพนักงาน” อยู่เสมอ เหตุผลลึกๆ ที่บางองค์กรให้ไปทำคอร์สนี้ เพราะการขายของเฟิสต์คลาสต้องทำให้บุคลากรต้องดูดีควบคู่กันไป ผู้บริหารระดับสูงในบางองค์กรพูดเองไม่ออก ผู้เขียนจึงจัดหลักสูตรเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและเห็นคุณค่าในเรื่องการแต่งกายที่ดูดีให้เรียนกัน มีหลายแห่งที่ผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่และระดับผู้อำนวยการมาร่วมเข้าคอร์สและทำ Workshop กับพนักงานทั่วไปด้วย ...สนุกเชียวค่ะที่องค์กรแห่งหนึ่งในการบรรยายเรื่อง
“บุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับ” หัวหน้าท่านหนึ่งได้สนทนากับผู้เขียนตอนพักรับประทานของว่างและเข้าห้องน้ำในช่วงบ่ายว่า“
อาจารย์ครับ...พนักงานแต่งตัวจี๊ดๆ เป็นลูกกวาดนี้ดๆ ...ผมว่าก็ดูเป็นสีสันในที่ทำงานดีนะครับ”ผู้เขียนตอบไปว่า
“ท่านขา...หากเราคิดอย่างนั้น ผู้บริหารก็ต้องไปตกลงกันเสียก่อน ให้เป็นนโยบายที่แน่ชัดว่า ...เอาอย่างนี้แน่นะ ก็ทำให้เป็นลูกกวาดมีสีสันให้เต็มบริษัท ให้แปลกตาสุดๆ ไปเลย”ผู้เขียนไม่ได้ตอบแบบประชดหรือแดกดันแต่อย่างใด แต่นั่นคือวิถีทางหรือนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง Uniform ขององค์กรจากฝ่ายบริหาร แนวคิดการแต่งกายให้จี๊ดๆ เป็นลูกกวาดนี้ดๆ ก็เป็น Uniform เช่นกัน แต่ต้องเป็นข้อกำหนด Uniform ที่ชัดเจน
“ท่านไม่ผิดเลยค่ะที่คิดอย่างนั้น และเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมากด้วยซ้ำ แต่หากทำอย่างนั้นผู้บริหารน่าจะทำให้มีลูกกวาดสีจี๊ดจ๊าดเต็มขวดโหลให้เป็น M&M ไปเลยค่ะ อย่าให้มีลูกกวาดมีสีจี๊ดๆ ปนอยู่แค่เม็ดสองเม็ด เพราะดูแล้วแปลกๆ ค่ะ...”ในส่วนพนักงานที่แต่งกายผิดเพี้ยนจาก Uniform นั้น เกือบร้อยทั้งร้อย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจทั้งนั้นว่าตัวเองแต่งกายผิด และเป็นการทำลายองค์กรโดยเจตนา แต่เมื่อใดที่ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือน ก็จะแสดงความไม่พอใจ หรือต่อต้านอยู่ในความคิด เพราะในใจนั้นดื้อดึงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก พวกหัวหน้าซื่อบื้อ ควรเอาสมองไปสนใจเเรื่องใหญ่ๆ มากกว่ามาวัดชายกระโปรงลูกน้อง หากพนักงานที่ทำผิดเป็นดาราในหมู่พนักงานหรือมีเพื่อนฝูงเยอะ รับรองว่าไม่กี่วันหัวหน้าจะถูกสับยับเยินใน Facebook กลายเป็น Mickey Mouse หรืออาจถึงขนาดเปลี่ยน Species ไปได้โดยง่าย ...ขืนซ่าอีกพวกกูจะส่งไปฝังทั้งเป็น กลายเป็นผีดิบมีชื่อใน Wikipedia Encyclopedia ไปเลย
การจะให้พนักงานมี Uniform หรือไม่ เป็นเรื่องที่องค์กรต้องเลือกตัดสินใจเสียตั้งแต่ทีแรก หากองค์กรใดไม่ต้องการให้พนักงานของตนแต่งกายด้วย Uniform ก็แล้วไปก็ง่ายและสะดวกดี แต่หากองค์กรใดต้องการให้พนักงานแต่งกายด้วย Uniform ในการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ต้องชี้แจงให้พนักงานได้ทราบถึงเหตุผลของการมี Uniform ให้พนักงานเข้าใจกันชัดเจนเสียก่อนว่า Uniform คือความเป็นอัตลักษณ์และเป็นภาพสาธารณะ ...Uniform ต้องเป็น Uniform คือเป็นรูปแบบเดียว ไม่มีการดัดแปลง และไม่มีการยกเว้นโน่นเว้นนี่ให้กับพนักงานคนใด
เพราะ Uniform นอกจากจะแสดงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์องค์กรแล้ว ต้องไม่ลืมบอกว่า Uniform คือตัวบอกเล่าถึง
“มาตรฐานและความน่าเชื่อถือ (Standard & Reliability)” ในการทำงานขององค์กรด้วย ขอย้ำว่า “ความน่าเชื่อถือ” เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ...เพราะ “ความน่าเชื่อถือ” เป็นหัวใจของทุกธุรกรรมและองค์กร และ “ความน่าเชื่อถือ” เป็นสิ่งที่คนทั่วไปตัดสินด้วยความรู้สึกผ่าน Uniform พนักงานที่แสดงเป็นภาพปรากฏในที่สาธารณะให้พบเห็นได้การป้องกันไม่ให้ทำผิดในเรื่องการแต่ง Uniform ต้องทำความเข้าใจกับพนักงานตั้งแต่เริ่มแรก วันแรก และต้องมีข้อกำหนดที่ชัดเจนอยู่ในระเบียบปฏิบัติของพนักงานให้รับทราบกันโดยทั่วไปว่า...
“
พนักงานต้องไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเครื่องแบบจากแบบที่บริษัทกำหนดเป็นมาตรฐานไว้”องค์กรใดที่ยังไม่มีข้อนี้ ก็เร่งไปแก้ไขเพิ่มเติมเสีย เพราะจะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน แล้วแพ้พนักงานให้อับอายขายหน้าภายหลัง... อ่านจบแล้วรีบไปแก้ไขทันทีเลยค่ะ...







