ปตท.เปิดแผนนวัตกรรมลุยธุรกิจใหม่ ดึงกำไร 30% ภายในปี 2573
“อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ” เปิดแผน “ปตท.” หลังปรับวิสัยทัศน์ใหม่ 2 ปี ชูนวัตกรรมจากหิ้งสู่ห้าง ลุยธุรกิจใหม่เต็มสูบ ตั้งเป้ากำไรจากธุรกิจใหม่ 30% ในปี 2573
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนลยีและนวัตกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ ปตท. ว่า สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ถือเป็นโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาและโรงเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่ม ปตท. ในพื้นที่ภาคตะวันออก บนวังจันทร์วัลเลย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อตั้งใจผลักดันนักศึกษาที่จบออกมามีเวทีรองรับการทำงานในประเทศ ไม่ไหลออกนอกประเทศ ซึ่งจากตัวเลขนักศึกษาที่จบจาก VISTEC พบว่าทำงานอยู่ในประเทศ
ปตท.ต้องการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ จากหิ้งขึ้นสู่ห้าง และพยายามผลักดันธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
ในการดำเนินธุรกิจใหม่ของปตท.คือการเดินตามวิสัยทัศน์ “Powering life with future energy and Beyond” หรือ “ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต” ซึ่งภายหลังปรับวิสัยทัศน์ 2 ปี มีความคืบหน้าพอสมควร โดยปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 ปตท.จะเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวในภูมิภาคอาเซียน (Regional LNG Hub)ให้ได้ 9 ล้านตันต่อปี ส่วนธุรกิจไฟฟ้า จะต้องมีพลังงานทดแทน 15,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 3,629 เมกะวัตต์
นอกจากนี้จะต้องสร้างกำไรจากธุรกิจใหม่ 30% ในปี 2573 พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ปี 2583 และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ปี 2593 ส่วนบริษัทในกลุ่มปตท. ทุกบริษัทจะต้องตั้งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วกว่าที่ประเทศตั้งเป้าไว้
นายอรรถพล กล่าวว่า เพื่อบรรลุเป้าหมาย ปตท. จะดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรการ 3P คือ
1. Pursuit of Lower Emissions (เร่งปรับ) คือ ปรับกระบวนการผลิตเพิ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด
2. Portfolio Transformation (เร่งเปลี่ยน) การลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและธุรกิจใหม่ มุ่งไปสู่พลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจที่นอกเหนือจากพลังงาน
3. Partnership with Nature and Society (เร่งปลูก) การเพิ่มปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศด้วยวิธีทางธรรมชาติผ่านการปลูกและบำรุงรักษาป่าไม้ ซึ่งตอนนี้ปลูกป่าครบ 1 ล้านไร่แล้ว และจะปลูกเพิ่มอีก 2 ล้านไร่
ต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจใหม่
อย่างไรก็ตาม จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย การใช้นวัตกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น การมีเวทีให้นักวิจัยในการต่อยอดงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมในประเทศจึงสำคัญ ซึ่ง ปตท. เลือกที่จะต่อยอดการลงทุนและขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ สร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ
ดังนั้น ปตท.จึงกำหนดเป้าหมายพลังงานสะอาดจาก 12,000 เมกะวัตต์ เป็น 15,000 เมกะวัตต์ ในปี 2573 ส่วนธุรกิจกักเก็บพลังงาน มีหลายเทคโนโลยี ซึ่ง ปตท. ได้ศึกษางานวิจัยทั่วโลก ทั้งอเมริกาและจีน โดยบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC จะร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ บริษัท Contemporary Amperex Technology Co., Ltd (CATL) ตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบ Cell-To-Pack (CTP) ในประเทศไทย เพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
แบตเตอรี่อีวีที่ปตท.วิจัยและพัฒนาสามารถทนแรงกระแทก โดยไม่เกิดการระเบิด เนื่องจากของเหลวของแบตเตอรี่ถูกออกแบบมาไม่ให้ติดไฟ จึงทำให้รถอีวีปลอดภัย
นายอรรถพล กล่าวย้ำว่า ปตท. พร้อมเดินหน้าธุรกิจรถอีวี แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่, โรงงานผลิตและประกอบรถอีวีแบบครบวงจรรูปแบบใหม่, บริการ EV Charger, บริการสวอพ แอนด์ โก บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบไม่ต้องรอชาร์จ และบริการเช่ารถ EVme ที่ปัจจุบันมีรถอีวีให้บริการราว 800 คัน อัตราการเช่า 80%
นอกจากนี้ ปตท. ยังผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจน ซึ่งจะเป็น Next Gen ของการใช้พลังงาน จากการที่ปัจจุบันต้นทุนยังคงสูง ปตท. จึงร่วมมือกับ OR, โตโยต้า และ BIG เปิดสถานีนำร่องทดลองใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยการนำรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง รุ่นมิไร (Mirai) ของโตโยต้า มาทดสอบการใช้งาน
ดันธุรกิจยาขึ้นแท่นผู้นำ
สำหรับธุรกิจกลุ่มไลฟ์สไตล์ เนื่องจากจุดแข็งของประเทศไทยคือ บุคลากรทางการแพทย์ และบริการระบบสาธารณสุขที่ดี แต่เมื่อเข้าไปดูธุรกิจในระบบต่างๆที่จะสนับสนุนจุดแข็งดังกล่าวพบว่า โรงงานผลิตยาส่วนใหญ่ในประเทศเป็นการผลิตเม็ดหรือบรรจุภัณฑ์ แต่การผลิตหัวเชื้อมีน้อยมาก ปตท.ถือเป็นความมั่นคงทางยา เหมือนความมั่นคงทางพลังงาน
ดังนั้นปตท.จึงพยายามจับมือกับสถาบันต่าง ๆ ที่มีความรู้ในประเทศไทย เพื่อทำให้งานวิจัยเกิดขึ้นจริงและมีการใช้งานอย่างแพร่แหลาย เช่น การจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัย ผลิต นวัตกรรมโมเลกุลมณีแดง หรือ RED–GEMs (REjuvenating DNA by GEnomic Stability Molecules) นวัตกรรมต้านเซลล์ชรา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเริ่มทดลองกับคน หากสำเร็จแล้วจะเกิดธุรกิจใหม่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ การที่กลุ่มปตท. ได้มีการลงทุนในบริษัทโลตัส ผู้ผลิตยาชั้นนำจากไต้หวันถือเป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน มีความความสำเร็จเกี่ยวกับยาต้านมะเร็งที่อเมริกา สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มปตท. และหากขยายตลาดได้จริงจะเพิ่มช่องทางสร้างศูนย์วิจัยที่ไทย
ส่วนธุรกิจด้าน Nutrition ได้ก่อตั้งบริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน (NRPT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Innobic และ Nove Foods เพื่อผลิตอาหารประเภท Plant-based เพื่อจำหน่ายในไทยและในภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น โดยโรงงานใกล้เสร็จและขณะนี้มีร้านต้นแบบตั้งอยู่ที่ปากซอยสุขุมวิท 55
ขณะที่ธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์ กลุ่มปตท. ได้ตั้งโรงงานวัตถุดิบผลิตหน้ากากอนามัยและชุดแพทย์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจร (เมดิคัล ฮับ)
และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ่นยนต์อัตโนมัติ โดยการลงทุนด้านดิจิทัล และ Cloud Service ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ตรงกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมที่จะส่งผลต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง
นอกจากนี้ปตท. จะต่อยอดธุรกิจ LNG ในการนำความเย็นที่ได้จาก LNG ต่อยอดจากการปลูกสตรอร์เบอรี่แล้ว ความเย็นที่เหลือจะมาสามารถสนับสนุนกลุ่มธุรกิจอาหารได้หรือไม่


