posttoday
นโยบายเศรษฐกิจ “ประยุทธ์” ที่ควรไปต่อ

นโยบายเศรษฐกิจ “ประยุทธ์” ที่ควรไปต่อ

01 กันยายน 2566

ทีดีอาร์ไอ หนุนรัฐบาลใหม่สานต่อ “นโยบาย EEC” โดยเฉพาะกลุ่มอุตฯเน้นสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลก –“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มสเต็ปไม่จ่ายเงินอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้ประชาชนยืนได้ด้วยตัวเอง อุ้มกลุ่มเปราะบางโตอย่างยั่งยืน

สิ้นสุดยุค "รัฐบาลประยุทธ์” ก้าวเข้าสู่ยุค "รัฐบาลเศรษฐา” อย่างเต็มใบ สิ่งที่ต้องจับตา คือ นโยบายบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ ขณะที่นโยบายเดิมของรัฐบาลชุดเก่าใด ก็ต้องติดตามว่า ทีมเศรษฐกิจใหม่ จะพิจารณาอย่างไร จะให้ “ได้ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้”  ต้องถูกพับแผนโครงการไป

 

มุมมอง ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ ผ่านรายงาน “การประเมินรายงานของรัฐบาลประยุทธ์2 และข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อรัฐบาลใหม่”ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจใดของรัฐบาลประยุทธ์ ที่รัฐบาลใหม่ควรนำไปสานต่อ ซึ่งได้หยิบยกข้อเสนอแนะบางนโยบายที่สำคัญไว้ ดังนี้

 

พัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 
EEC ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve industries) ถือเป็นโครงการที่ดูงดูดการลงทุนได้มาก แต่ในหลายยังไม่มีความคืบหน้า เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เป็นต้น

 

ดังนั้นเห็นว่ารัฐบาลใหม่ ควรสนับสนุนให้มีความต่อเนื่อง แต่ควรทบทวนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยหากจะมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ก็ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยดำเนินการอย่างโปร่งใส  ควรยกระดับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง โดยให้เงินอุดหนุนบางส่วนในการฝึกอบรมแก่สถานประกอบการ และกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของรัฐในพื้นที่ร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรในสาขาที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากหลักสูตรส่วนใหญ่ในปัจจุบันกระจุกตัวในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
 

 

นอกจากนี้ ควรเร่งแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC อย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างรับผิดชอบและสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจนเกิดประสิทธิผล ที่สำคัญ รัฐบาลควรใช้การพัฒนาพื้นที่ EEC เป็นต้นแบบในการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบในการออกใบอนุญาตต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน และขยายผลไปสู่การปฏิรูปกฎระเบียบในการประกอบธุรกิจของประเทศในวงกว้าง

 

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมหลายโครงการยังมีความล่าช้า แต่รัฐบาลสามารถผลักดันโครงการบางส่วนให้สำเร็จได้อย่างรูปธรรม อย่างน้อย 4 โครงการ คือ การก่อสร้างรถไฟฟ้าทางคู่,โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม,โครงการระบบขนส่งมวลชนในส่วนภูมิภาค และโครงการระบบขนส่งในพื้นที่ EEC

 

ดังนั้น ประการแรก รัฐบาล ควรเร่งรัดการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เร่งรัดการจัดซื้อหัวรถจักรและขบวนรถเพื่อให้บริการรถไฟสำหรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และเร่งรัดการออกกฎหมายการขนส่งทางราง เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมให้บริการเดินรถไฟได้

 

ประการที่สอง เร่งแก้ไขปัญหาการประมูลสัญญาสัมปทานสายสีส้ม และเร่งรัดให้เกิดค่าโดยสารร่วมทั้งระบบรถไฟฟ้าและรถโดยสารประจำทาง เพื่อให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายน้อยลงในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ประการที่สาม เร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค กระจายอำนาจและสนับสนุนด้านการเงินให้ท้องถิ่นสามารถให้บริการขนส่งสาธารณะในพื้นที่ของตนได้

 

พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
บริการรัฐบาลดิจิทัลของรัฐบาลประยุทธ์ ประสบปัญหาที่หน่วยงานรัฐ แต่ละแห่งต่างพัฒนาบริการของตนโดยไม่เชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น จึงไม่มีลักษณะของ One-stop service อย่างแท้จริง แม้จะมีความพยายามพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับประชาชนทั่วไป และ “Bizportal” สำหรับธุรกิจขึ้นเป็นแกนกลาง แต่ก็ยังไม่สามารถบูรณาการบริการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐทั้งหลายได้อย่างครบถ้วน  ยังเกิดปัญหาจากการมีแอปพลิเคชันของภาครัฐจำนวนมากที่ใช้งานไม่ได้ หรือให้บริการซ้ำซ้อนกัน ซึ่งทำให้เกิดความสับสนของประชาชน จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า หน่วยงานภาครัฐได้พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ ขึ้นมาถึงประมาณ 300 แอปพลิเคชัน ยิ่งไปกว่านั้นแอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐแห่งเดียวก็ยังให้ประชาชนลงทะเบียนซ้ำหลายรอบ ซึ่งทำให้เกิดภาระที่ไม่จำเป็น

 

จึงเสนอแนะให้  หนึ่ง รัฐบาลใหม่ควรเร่งพัฒนาบริการรัฐบาลดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ด้วยการบูรณาการบริการของหน่วยงานรัฐทั้งหลายเข้าด้วยกัน โดยยึดประชาชนผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง   

 

สอง เร่งออก พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างเต็มที่โดยเร็ว  

 

สาม เร่งพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐให้สามารถให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ประชาชน และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนตามที่กฎหมายกำหนด

 

แก้ไขปัญหาแรงงาน
นโยบายด้านแรงงานของรัฐบาลประยุทธ์ 2 จะเน้น 3 ด้านที่สำคัญคือ ค่าจ้างแรงงาน  สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน และนโยบายแรงงานข้ามชาติในกลุ่มทักษะสูงและกลุ่มทักษะปานกลาง-ต่ำ ซึ่งผลของการดำเนินนโยบายโดยรวมยังไม่ประจักษ์ชัด ทำให้ทั้งศักยภาพและคุณภาพชีวิตของแรงงานไม่แตกต่างจากก่อนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ
โดยทีดีอาร์ไอมีข้อเสนอ

 

ประการแรก ควรกำหนดกรอบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป้าหมายที่ต้องการ โดยให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และผลิตภาพแรงงาน และปรับขึ้นอย่างเป็นระยะเช่น ทุกปี หรือทุก 2 ปี เพื่อสร้างหลักประกันว่าแรงงานจะได้รับค่าจ้างในระดับที่เหมาะสม และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำในสถานประกอบการต่าง ๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีการจ้างงานอย่างไม่เป็นทางการ ตลอดจนอาจพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ลูกจ้าง

 

ประการที่สอง ควรดำเนินนโยบายในเชิงรุกในการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบเพื่อให้ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองตามกฎหมาย  

 

ประการที่สาม รัฐบาลใหม่ควรสานต่อนโยบายการดึงดูดแรงงานต่างชาติทักษะสูงและเร่งรัดให้เกิดผลสำเร็จ ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายแรงงานต่างชาติทักษะปานกลาง-ต่ำในระยะยาวให้ชัดเจน โดยมุ่งให้ไทยพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ลดลงในอนาคต จากการยกระดับภาคการผลิตของไทยให้ใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมากขึ้น

 

 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กับ นโยบาย EEC โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เน้นทางด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นเทรนด์ของโลกในขณะนี้ เช่น อุตสาหกรรม BCG 

 

โดย ที่ผ่านมา นโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะเน้นเป็นรูปแบบการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบสินค้า และเทคโนโลยี(new s-curve) กับ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน(BCG) ต้องจับตาดูว่า รัฐบาลเพื่อไทยจะดันเศรษฐกิจไปในทิศทางไหน และจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือมีอะไรเพิ่มเติม โครงการที่ค้างท่อ คือ รถไฟเชื่อมสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ก็เป็นโครงการที่ต้องดันให้สำเร็จโดยเร็ว

 

" growth ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาก็ทำได้ดีพอสมควร ไทยมีจุดขายมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่า รัฐบาลใหม่ควรนำนโยบายรัฐบาลเดิมมาสานต่อ เพราะมีความเหมาะสมทางวิชาการ” 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งนโยบายที่ควรจะสานต่อ  คือ นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยประชากรกลุ่มเปราะบางทางด้านรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19

 

“ไอเดียต่อไปน่าจะเข้าขั้นที่สอง คือไม่ได้แจกอย่างเดียว แต่หาทางให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง รอบที่แล้วมีการนำเอาฐานข้อมูลคนที่ถือบัตรมาวิเคราะห์แยกกลุ่มปัญหาแล้วให้กระทรวงต่างๆ เข้าไปดูแลตามภารกิจของตนเอง”


 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน