
เขย่าประกันสังคม คุ้มครองคนทั่วประเทศ
ทีดีอาร์ไอได้สำรวจแรงงานนอกระบบโดยใช้แบบสอบถาม 3,093 ตัวอย่าง เป็นชาย 1,525 คน หญิง 1,568 คน
ทีดีอาร์ไอได้จัดทำสิทธิประโยชน์ 6 รูปแบบให้เลือก ดังนี้
ชุดสิทธิประโยชน์ที่ 1 ครอบคลุม 3 กรณี คือ (1) ได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีมีบุคคลในครอบครัวเสียชีวิต (นอกเหนือจากสิทธิตาม พ.ร.บ.รถ/บุคคลที่ 3) 3 หมื่นบาทต่อคน หรือสมทบเพิ่มให้ได้ 4 หมื่นบาทต่อคน กรณีที่ได้เงินชดเชยทางอื่นด้วย
(2) จะได้รับการชดเชยรายได้ในกรณีทุพพลภาพ 1,500 บาทต่อเดือน จนอายุครบ 60 ปี จากนั้นจะลดลงเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน (ผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลอีก 500 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว)
(3) การมีบำนาญยามชราภาพ คือจะได้รับ 500 บาทต่อเดือน เพิ่มเติมจากที่จะได้รับจากรัฐบาลอีก 500 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 100 เดือน ประกันตนมีความสามารถหรือยินดีที่จะจ่ายเงินสมทบ 0100 บาท
ชุดสิทธิประโยชน์ที่ 2 ประกอบด้วย สิทธิประโยชน์ 4 กรณีดังต่อไปนี้ คือ (1) การชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล 23 วัน เมื่อนอนโรงพยาบาลครบ 2 วัน จะได้รับ 500 บาท และจะได้รับเพิ่มอีกวันละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 3 เป็นต้นไปปีละไม่เกิน 3 ครั้ง
(2) ได้รับเงินช่วยเหลือเมื่อคลอดบุตร 3,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 2 ครั้งต่อผู้ประกันตน 1 คน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องส่งเงินสมทบติดต่อกันมาแล้ว 12 เดือน
(3) ได้รับเงินช่วยเหลือกรณีที่บุคคลในครอบครัวเสียชีวิต 4 หมื่นบาทต่อคน หรือสมทบเพิ่มให้ได้ 4 หมื่นบาท กรณีที่ได้เงินชดเชยทางอื่นด้วย
(4) ได้รับเงินชดเชยรายได้กรณีทุพพลภาพ 1,500 บาทต่อเดือน จนอายุครบ 60 ปี จากนั้นจะลดเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน แต่ผู้ประกันตนจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลอีก 500 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว ผู้ประกันตนมีความสามารถหรือยินดีที่จะจ่ายเงินในช่วง 101200 บาท
ชุดสิทธิประโยชน์ที่ 3 ประกอบด้วย สิทธิประโยชน์ใน 5 ด้านดังต่อไปนี้ (1) ได้รับการชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล 23 วัน เมื่อนอนโรงพยาบาลครบ 2 วัน จะได้รับ 500 บาท และจะได้รับเพิ่มอีกวันละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 3 เป็นต้นไปปีละไม่เกิน 3 ครั้ง
(2) ได้รับเงินช่วยเหลือเมื่อคลอดบุตร 3,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 2 ครั้งต่อผู้ประกันตน 1 คน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องส่งเงินสมทบติดต่อกันมาแล้ว 12 เดือน
(3) ได้รับเงินช่วยเหลือกรณีที่เสียชีวิต 4 หมื่นบาทต่อคน หรือสมทบเพิ่มให้ได้ 4 หมื่นบาท กรณีที่ได้เงินชดเชยทางอื่นด้วย
(4) ได้รับเงินชดเชยรายได้กรณีทุพพลภาพ 2,000 บาทต่อเดือน จนอายุครบ 60 ปี จากนั้นจะลดเหลือ 1,500 บาทต่อเดือน แต่ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลอีก 500 บาทอยู่แล้ว
(5) ได้รับบำนาญยามชราภาพ 500 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลจะช่วยสมทบอีก 500 บาท ภายใต้เงื่อนไขต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 100 เดือน ผู้ประกันตนยินดีที่จะจ่ายเงิน 101200 บาท
ชุดสิทธิประโยชน์ที่ 4 มีสิทธิประโยชน์รวม 5 ด้านเช่นกัน โดยใน 4 ด้านแรกจะเหมือนกับกรณีของสิทธิประโยชน์รูปแบบที่ 3 จะแตกต่างเฉพาะเรื่องการรับบำนาญยามชราภาพ กล่าวคือ การได้รับบำนาญยามชราภาพจะเพิ่มขึ้นจาก 500 บาทต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลจะจ่ายเบี้ยยังชีพอีก 500 บาทต่อคน ภายใต้เงื่อนไขเหมือนเดิม คือผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 100 เดือน พบว่าผู้ประกันตนมีความยินดีหรือมีความสามารถที่จะจ่ายเงินสมทบในช่วง 201300 บาท มากที่สุด
ชุดสิทธิประโยชน์ชุดที่ 5 ส่วนใหญ่คล้ายกับสิทธิประโยชน์ชุดที่ 4 จะแตกต่างเฉพาะเรื่องของการชดเชยรายได้ เมื่อป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลครบ 3 วัน จะได้รับ 1,000 บาท และจะได้รับเพิ่มอีกวันละ 200 บาท ถ้านอนเกิน 5 วัน ปีละไม่เกิน 3 ครั้ง สำหรับสิทธิประโยชน์ในเรื่องคลอดบุตร เสียชีวิต ทุพพลภาพ และชราภาพ จะเหมือนกับสิทธิประโยชน์รูปแบบที่ 4 ซึ่งผู้ประกันตนมีความสามารถที่จะจ่ายเงินสมทบ 201300 บาท
ชุดสิทธิประโยชน์ชุดที่ 6 ลักษณะเหมือนกับสิทธิประโยชน์รูปแบบที่ 5 ทุกประการ ยกเว้นในกรณีของเงินบำนาญยามชราภาพ ซึ่งจะกำหนดให้จะได้รับเงิน 1,500 บาทต่อเดือน นอกเหนือจากเบี้ยยังชีพที่จะได้รับ 500 บาทต่อเดือน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ว่าจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 100 เดือน
ปรากฏว่ามีจำนวนตัวอย่างในกรณีสิทธิประโยชน์รูปแบบที่ 6 จำนวน 1,613 คน พบว่าผู้ประกันตนมีความยินดีหรือมีความสามารถที่จะจ่าย 201300 บาท
ทั้งนี้โครงการที่มีเงินสมทบ 100 บาทต่อคนต่อเดือนขึ้นไป (ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้ประกันตนจ่าย 50 บาท และรัฐจ่าย 50 บาท) จะสามารถอยู่ได้โดยมีดุลเงินสดเป็นบวกตลอดช่วง 30 ปี
ผลการศึกษาพบว่า ทุกกลุ่มอาชีพจะให้ความสำคัญหรือมีความต้องการในสิทธิประโยชน์ที่เป็นการชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล 23 วันขึ้นไปมากที่สุด และจะให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพ ไม่แตกต่างกันมาก โดยแทบทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ 2 กรณีนี้ในลำดับที่ 34
สิทธิประโยชน์ที่ตัวอย่างในแต่ละกลุ่มเลือกน้อยที่สุดก็คือ สิทธิประโยชน์ในเรื่องของค่าคลอดบุตร และจะแทบทุกกลุ่มอาชีพให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์กรณีบำนาญมากกว่ากรณีบำเหน็จยามชราภาพ
คนจำนวนไม่น้อยที่ยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อสิทธิประโยชน์สูงขึ้น แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ยินดีจ่ายเกิน 200300 บาทต่อเดือน ซึ่งเกษตรกร/ประมง ช่างเสริมสวย โดยส่วนใหญ่ระบุว่ามีกำลังจ่ายไม่เกิน 50100 บาทต่อเดือน







