
ควรนำบริษัทธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ (จบ)
....กิติพงษ์ อุรพีพัฒนพงษ์
เรามาดูข้อดีของการเข้าจดทะเบียนบริษัทธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทประกอบการ ซึ่งฉบับที่แล้วผมได้นำเสนอไป 4 ข้อ
1.การที่บริษัทประกอบการของบริษัทธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้บริษัทสามารถระดมทุน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขยายกิจการในการลงทุน
2.การที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการรับรู้ความมั่งคั่งของสมาชิกในครอบครัว
3.เป็นโอกาสให้เจ้าของธุรกิจครอบครัวสามารถวางแผนหรือประหยัดภาษีในการขายหุ้นของตนเองในตลาดหลักทรัพย์ได้
4.เป็นการทำให้มืออาชีพอยากจะเข้ามาทำงานกับบริษัท
สำหรับข้อดีที่ผมอยากเสนอในวันนี้ คือ 5.การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้ลดความเสี่ยงทางกฎหมายในการที่ต้องค้ำประกันในฐานะส่วนตัวของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นของธุรกิจครอบครัวเมื่อต้องมีการกู้เงินเพื่อมาใช้ในกิจการ เพราะโดยทั่วไป การที่บริษัทครอบครัวซึ่งถือหุ้นทั้งหมดไปกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้จ่ายในการประกอบกิจการนั้น ก็มักจะมีข้อกำหนดให้ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของธุรกิจครอบครัวเป็นผู้ค้ำประกันส่วนตัวด้วย ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งในการที่หากธุรกิจประสบปัญหา ธุรกิจครอบครัวก็จะมีปัญหาเรื่องหนี้สินตามมาด้วย ดังที่ได้เกิดวิกฤตขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งจะนำไปสู่ความสิ้นสุดหรือความเจริญเติบโตของธุรกิจครอบครัว (หลายครอบครัว) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องกู้หนี้ยืมสิน กรรมการและผู้บริหารก็สามารถจะปฏิเสธไม่ให้ต้องให้ค้ำประกันเป็นการส่วนตัวได้ เพราะว่าถ้าให้ค้ำประกันก็เท่ากับเป็นการค้ำประกันเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย โดยธนาคารควรจะดูจากผลตอบแทนจากโครงการจริง
6.บริษัทจดทะเบียนที่มีการดูแลกำกับกิจการที่ดีย่อมจะทำให้ระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ได้ง่าย การกู้เงินจากธนาคารก็สามารถได้ดอกเบี้ยในอัตราต่ำ
7.การเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีโอกาสเติบโตเป็นที่รู้จักของกองทุนของนักลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งมีการซื้อ ควบรวม หรือมีบริษัททั้งในและต่างประเทศเข้ามาซื้อ ควบรวม หรือสามารถมีพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายตัวด้านความรู้ เทคนิค เทคโนโลยีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ส่วนข้อเสียของการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีบ้าง เช่น
1.ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐ อาจมีค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลอาจจะสูงกว่าบริษัททั่วไป แต่ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทอยู่แล้ว
2.อาจจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งบางส่วนอาจมีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ เพราะคู่แข่งจะสามารถหาข้อมูลเพื่อศึกษานำมาแบ่งปันได้ แต่เปิดเผยข้อมูลปัจจุบันก็น่าจะยอมรับได้
3.มีความเสี่ยงในการถูกเข้าครอบงำกิจการที่ไม่เป็นมิตรที่เรียกว่า Hostile Takeover ถ้าหากหุ้นอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก ที่สามารถจะทำให้บุคคลอื่นเข้ามาแทรกแซงหรือครอบงำกิจการได้ แต่แก้ไขได้ด้วยการจัดโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องเสียก่อน
ผมเชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า หากธุรกิจครอบครัวใดก็ตามที่มีความมั่นใจหลังจากการปรับโครงสร้างที่ถูกต้อง และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โอกาสที่ธุรกิจครอบครัวจะเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ขออวยพรให้ธุรกิจครอบครัวไทยทุกบริษัทจงเจริญและเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไปครับ







