
ไอบีเอ็ม คาดตลาดไอทีปีนี้โต3.5%
ไอบีเอ็ม ชี้ตลาดไอทีปีเสือโตแซงหน้าจีพีดีประเทศ หลังเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัว ดึงความเชื่อมั่นการลงทุนกลับคืน
ไอบีเอ็ม ชี้ตลาดไอทีปีเสือโตแซงหน้าจีพีดีประเทศ หลังเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัว ดึงความเชื่อมั่นการลงทุนกลับคืน
นายธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดไอทีของไทยในปีนี้จะเติบโต เป็น 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่คาดว่าจะอยู่ในอัตรา 3.5% โดยมีปัจจัยจากกรที่สัญญาณเศราฐกิจฟื้นตัว ส่งผลให้หลายบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆ ตัดสินใจที่จะลงทุนระบบไอทีเหมือนเดิม หลังจากที่ชะลอการใช้งบประมาณนส่วนนี้ไปเมื่อปีที่แล้ว การเติบโตของตลาดไอทีที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามแนวโน้มของตลาดโลกและตลาดอาเซียน ที่จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 6.6%ในสิ้นปีนี้ รวมทั้งการเปิดเขตเสรีทางการค้า (อาฟต้า) ก็จะช่วยให้การส่งออกเติบโตขึ้นอีก 25%
นายธันวา กล่าวว่า การตัดสินใจลงทุนด้านระบบไอทีหลังจากนี้จะเพิ่มมากขึ้น เพราะผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเป็นปีที่ท้าทายที่สุดมาแล้ว จึงเชื่อว่า สถานการณ์จะกลับสู่ด้านบวก เพราะระบบไอทีถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็และตอบความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาดไอทีเติบโตได้เร็วขึ้น อันเนื่องจากการที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณเข้ามาเยอะ ซึ่งหากภาครัฐใช้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของไอบีเอ็มปีนี้ มุ่งการนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่จะช่วยเหลือลูกค้าได้มากขึ้นใน 3 เรื่องหลัก คือ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบฉับพลัน เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ การบริหารจัดการทางธุรกิจ และ การประมวลผลกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังจะขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด โดยเริ่มจากหัวเมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่แรกที่ไอบีเอ็มได้เปิดสำนักงานสาขา เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีความต้องการลงทุนด้านไอทีสูง เห็นได้จากต่างประเทศที่การลงทุนด้านไอทีกว่า 40% ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงของประเทศ
รวมทั้งเข้าร่วมโครงการเศรฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) ของรัฐบาล โดยจะเสนอโครงการจัดทำ ทำ เว็บไซต์3 มิติให้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ในลักษณะเดียวกับที่ไอบีเอ็มได้ดำเนินการมาแล้ว กับพระราชวังต้องห้าม ประเทศจีน และ พิรามิด ในประเทศอียิปต์ ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)







