
เงินเฟ้อเดือนมิ.ย.66 ขยับเพิ่ม 0.23% ต่ำสุดรอบ 22 เดือน
พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.66 ขยับเพิ่มเพียง 0.23% เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ต่ำสุดในรอบ 22 เดือน และต่ำสุดในอาเซียน หลังราคาน้ำมัน สินค้าหมวดอาหารลดลง ลดเป้าทั้งปีเหลือ 1.0 – 2.0%
นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(ศนค.)เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย (เงินเฟ้อ) เดือนมิ.ย. 2566 เท่ากับ 107.83 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.23% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว ตามการชะลอตัวของราคาค้าในหมวดอาหาร โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ และเครื่องดื่มประกอบอาหารที่ราคาปรับลดลง และการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลง ประกอบกับฐานราคาในเดือนมิ.ย.2556 ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ต่ำสุดในรอบ 22 เดือน ชะลอตัวต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน
“เงินเฟ้อชะลอตัวตามการชะลอตัวของราคาสินค้าในหมวดอาหาร โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหารที่ราคาปรับลดลง และการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับฐานราคาเดือนมิ.ย.ปีที่ผ่านมา ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้ออยู่ระดับสูง ทำให้สนค. ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2566 อยู่ระหว่าง 1.0 – 2.0% (ค่ากลาง 1.5) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ”
ทั้งนี้ พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในหลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะเมื่อเทียบอัตราเงินเฟ้อไทยกับต่างประเทศ พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ และต่ำที่สุดในอาเซียนจาก 7 ประเทศที่ อาทิ สปป.ลาว อยู่ที่ 38.86% ฟิลิปปินส์ 6.1% สิงคโปร์ 5.1% อินโดนีเซีย 4.2% มาเลเซีย 2.8% และ เวียดนาม 2.43%
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ไตรมาสที่ 3 ปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีแนวโน้มทรงตัวและเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ และอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมทั้ง ราคาอาหารบางชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ที่คาดว่าจะลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับฐานราคาในปีก่อนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่ราคาสินค้าบางชนิด โดยเฉพาะผักและผลไม้ ไข่และผลิตภัณฑ์นม และอาหารสำเร็จรูป มีแนวโน้มสูงขึ้นจากอิทธิพลของภัยแล้ง รวมทั้งเศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งของโลก แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในหลายภูมิภาค และมาตรการรัฐต่าง ๆ รวมทั้งภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าที่คาด ยังเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เงินเฟ้อไม่เป็นไปตามที่คาดได้
“ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2566 จากเดิมอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 1.7 – 2.7 (ค่ากลาง 2.2) ในเดือนเม.ย. 2566 เป็นระหว่างร้อยละ 1.0 – 2.0 (ค่ากลาง 1.5) และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามยังคาดว่า กรอบอัตราเงินเฟ้อปีนี้ ยังอยู่ในกรอบ 1-3%แน่นอน”
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมิ.ย. 2566 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 56.1 จากระดับ 56.6 ในเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สะท้อนจากภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น และมาตรการภาครัฐที่ลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้า และการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล
อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าและบริการที่อยู่ระดับสูง และช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนและการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน และการลงทุนในภาครัฐชะลอตัว รวมทั้ง ภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยทอนให้ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับลดลง







