
เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ชะลอตัวลงเหลือ 0.53% ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน
พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อพ.ค.66 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.53% ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน อานิสงส์จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง-ค่าไฟ-สินค้าหมวดอาหารลดลง คาดหนุนรวมทุกไตรมาสจะต่ำกว่า 1% และมีโอกาสลดลงได้อีก ต้องจับตาราคาน้ำมันปัจจัยตัวแปร เตรียมปรับเป้าเงินเฟ้อใหม่ ในเดือน ก.ค.นี้
นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทศาตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนพ.ค.2566 เท่ากับ 10.7.19 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่ 106.62 หรือสูงขึ้นเพียง 0.53% เป็นการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 21 เดือน สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า สินค้าหมวดอาหารราคาชะลอตัวอย่างตอ่เนื่อง และฐานในการคำนวณเงินเฟ้อเดือนพ.ค.2565 อยู่ในระดับสูง มีส่วนทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงค่อนข้างมาก
โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น ไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 3.99% ขณะที่หมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 1.83% ขณะที่ เงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้นร้อยละ 1.55 เทียบกับปีก่อน ชะลอตัวต่อเนื่องจากเดือนเมษายน 2566 ที่สูงขึ้นร้อยละ 1.66
สำหรับ แนวโน้มเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. ปี 2566 คาดว่า จะชะลอตัวต่อเนื่อง หรือมีโอกาสหดตัวต่ำกว่า 0.53% ตามการลดลงของสินค้าในกลุ่มพลังงงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลงและอยู่ระดับต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมาก และค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับลดลงจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ฐานราคาที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน 2565 ค่อนข้างสูง ประกอบกับมาตรการลดค่าครองชีพ และการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความแปรปรวนของสภาพอากาศ อุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น และต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการยังอยู่ระดับสูง ทั้งราคาก๊าซหุงต้ม ค่าแรง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจจะทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสผันผวนได้บ้าง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
“มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะลดลงต่อ และมีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ที่เลข ศูนย์ บนสมติฐานราคาน้ำมันที่ไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ โดยไตรมาส1 เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.88% ไตรมาส 2 คาดว่าจะอยู่ที่ 1%กว่าๆ ไตรมาส 3 จะต่ำกว่าไตรมาส 2 และไตรมาส 4 เงินเฟ้อจะต่ำกว่าไตรมาส 3 เป็นอิทธิพลมาจากของฐานที่สูงด้วย สรุปทุกไตรมาสจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% และมีแนวโน้มลดลงได้อีก”
สำหรับ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2566 สมมุติฐานยังคงเดิม คือ อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 1.7 – 2.7 ค่ากลาง 2.2 และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้งในเดือนก.ค.2566 โดยคาดว่าทั้งปี 2566 เงินเฟ้อจะต่ำกว่า 2% จีดีพีอยู่ที่ 2.7-3.7%ต่อปี ราคาน้ำมันดิบทั้งปี 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนทั้งปีอยู่ที่ 32.5-34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“ถ้าปัจจัยยังไม่เปลี่ยนแปลงเดือนหน้าก็มีโอกาสปรับกรอบเงินเฟ้อใหม่ ที่เดิมคาดไว้อยู่ที่ 1.7-2.7% ค่ากลาง 2.2% แต่จะไปปรับเท่าไรขอดูความชัดเจนอีกครั้ง ยังมีเวลาอีก 20-23 วัน เพราะน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนยังมีความเสี่ยงอยู่ ”
ส่วนที่ ที่โอเปคประกาศจะปรับลดกำลังการผลิตนั้น มองว่า ข่าวที่เป็นปัจจัยต่อราคาน้ำมันก็จะมีอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เชื่อว่า ราคาน้ำมันจะไม่ปรับขึ้นไปมากกว่าที่ผ่านมา โดยผันผวนอยู่ในรกอบแคบๆ โดยคาดว่า อีก 1-2 วันจะมีแนวโน้มลงอีก
อย่างไรก็ตาม หากเทียบ อัตราเงินเฟ้อของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนเม.ย. 2566 พบว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อระดับต่ำ และต่ำที่สุดในอาเซียน จาก 7 ประเทศที่ประกาศตัวเลข ทั้ง สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม
ส่วนนโยบายปรับขึ้นค่าแรง 450 บาทต่อวัน ยอมรับว่าหากมีการปรับขึ้น 450 บาททีเดียว จะมีผลกระทบแรงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่จะเป็นแบบทางออม เช่น ค่าบริการ อาหารตามสั่ง หมวดเล็กๆน้อย โดยในหมวดรายการที่นำมาคำนวณไม่ได้มีเรื่องค่าแรงในการคำนวณโดยตรง และจากการดูสัญญาณเชื่อว่า จะปรับขึ้น 450 บาท ทันทีเหมือนช่วงที่เคยมีการปรับค่าแรง 300 บาทต่อวันเมื่อหลายปีก่อน แต่จะทยอยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามกระบวนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของคณะกรรมการไตรภาคี ที่จะมีการกรอบกำหนดความเหมาะสมอยู่ ซึ่งก็ต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายอีกครั้ง
สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพฤษภาคม 2566 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 53.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 (นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565) และสูงสุดในรอบ 53 เดือน (นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2562) เป็นการปรับเพิ่มขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) โดยมีปัจจัยสำคัญจาก
1 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
2 ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา
3 มาตรการจากภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนในหลาย ๆ ด้าน จะเห็นได้ว่า หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจน น่าจะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง







