
3 ยักษ์อุตสาหกรรมไทยเลือก AWS ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัล
เอสซีจี - พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ ซีพีเอฟ เลือก AWS ขับเคลื่อนองค์กรสู่ดิจิทัล หวังสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า-ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ AWS กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่คือ Siam Cement Group หรือ SCG กลุ่มธุรกิจชั้นนำของอาเซียนที่นำเสนอนวัตกรรมปูนซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งเป็นธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กลุ่มบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจรของไทย ได้เลือกคลาวด์ของ AWS ในการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล และสร้างนวัตกรรมสู่ลูกค้ารวมถึงการช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ลดค่าใช้จ่าย-สร้างโครงการ IoT
สำหรับ SCG ใช้ AWS เพื่อเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้าในภูมิภาคอาเซียนสู่รูปแบบดิจิทัลด้วย AWS กลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ถึง 30% และสร้างโครงการ IoT ใหม่ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ เพื่อให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการเติบโต SCG ได้ย้ายระบบ SAP ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น โปรแกรมการวางแผนทรัพยากรขององค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) และซอฟต์แวร์คลังข้อมูลหรือ data warehousing สำหรับหน่วยธุรกิจต่าง ๆของ SCG ไปยัง AWS ด้วยการดำเนินงานบนระบบ SAP ผ่าน AWS ช่วยให้ SCG สามารถรวมข้อมูลสินค้าและการผลิตแบบเรียลไทม์จากการดำเนินงานในสถานที่ต่าง ๆ เช่น เวียดนาม ซึ่งช่วยให้ SCG สามารถพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า โดยช่วยให้เข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ง่ายและปลอดภัย พร้อมลดต้นทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT ลงได้ถึง 30%
SCG ต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านการบริการนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้น SCG ใช้ Amazon API Gateway ซึ่งเป็นบริการที่มีการจัดการอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสร้าง เผยแพร่ บำรุงรักษา ตรวจสอบ และรักษาความปลอดภัยของ Application Programming Interface (API) เพื่อให้การใช้งาน API ของบริษัทเป็นไปอย่างราบรื่น
นอกจากนี้ SCG ยังใช้ SQL data warehouse บน SAP ด้วย AWS เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถผสานรวมข้อมูลจาก SAP ERP หลายตัวได้อย่างง่ายดาย ด้วยการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันผ่านมือถือ คลาวด์ และเว็บ SCG นำเสนอการบริการลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น เช่น คำแนะนำในการสั่งซื้อแบบฝังลงในแอปพลิเคชันได้
SCG ได้พัฒนา Trinity ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) บน AWS เพื่อเชื่อมต่อ SCG คู่ค้าธุรกิจ และผู้ให้บริการโซลูชันภายนอก ในการมอบโซลูชันการใช้ชีวิตแบบอัจฉริยะ เช่น ระบบตรวจสอบผู้สูงอายุและผู้ป่วย และโซลูชันการควบคุมคุณภาพอากาศในอาคารที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ Trinity เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ Born in Thailand (BiT) ของ SCG ซึ่งมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมของคนไทย พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจแห่งผู้ผลิต Trinity ใช้บริการต่าง ๆ เช่น AWS IoT Greengrass เพื่อสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะได้อย่างรวดเร็ว
AWS IoT Core ช่วยให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ไปยังระบบคลาวด์เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย เช่น เซ็นเซอร์วัดแสงอัตโนมัติและเทอร์โมสแตทอัจฉริยะ ด้วยความร่วมมือกับบริษัทด้านการบริหารอสังหาริมทรัพย์ SCG จะนำ Trinity ไปใช้งานในบ้านอย่างน้อย 10,000 หลังในประเทศไทยภายใน 2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับ AWS เพื่อขยายธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการติดตั้ง Smart Home solutions ในบ้านอย่างน้อย 40,000 หลังภายในปี 2567 เป็นต้น
ปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันสมัย
ขณะที่ บริษัทปิโตรเคมีและโรงกลั่นแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยใช้ AWS เพื่อลดเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากหลายเดือนลงเหลือเพียงไม่กี่วัน ลดการใช้วัตถุดิบ และสร้างแอปรีไซเคิล YOUTURN บน AWS เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมารีไซเคิลผลิตภัณฑ์พลาสติก
ทีมงานของ PTTGC ใช้แพลตฟอร์มนี้ในทํางานและแบ่งปันข้อมูลร่วมกันทั่วโลกอย่างปลอดภัย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่ ๆ รวมถึงโซลูชันที่ใช้ในการคำนวณอายุการเก็บรักษาวัตถุดิบได้เร็วขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วันแทนที่จะใช้เวลาหลายเป็นเดือน
PTTGC ใช้บริการของ AWS เช่น Amazon SageMaker และ AWS Redshift เพื่อช่วยตรวจสอบโรงงานเคมีและเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตในการลดการใช้วัตถุดิบ ด้วยความพยายามเหล่านี้ช่วยให้ PTTGC ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ของ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน
ข้อมูลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท PTTGC เคยใช้วิธีการเก็บแยกไว้ในที่ต่าง ๆ กัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกันและการพัฒนานานวัตกรรมใหม่ๆ บริษัทจึงมองหาระบบข้อมูลที่ยืดหยุ่นสามารถขยายตัวได้สำหรับรวบรวมข้อมูล และรองรับการทดลองต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสนับสนุนแนวคิดด้านความยั่งยืน PTTGC สร้าง Data Lake เป็นครั้งแรก โดยใช้ Amazon Simple Storage Service (Amazon S3)
โดยสร้างพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนกลางเพื่อจัดเก็บข้อมูล PTTGC ซึ่ง Data Lake ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ของ PTTGC สามารถแบ่งปันข้อมูลและพัฒนาสารประกอบและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่นโซลูชัน Bisphenol A (BPA) Catalyst Life Prediction โดยตัวเร่งปฏิกิริยา BPA นี้จะเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งช่วยปรับปรุงผลผลิตและคุณภาพของเชื้อเพลิง โซลูชัน BPA Catalyst Life Prediction ยังสามารถวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อตัวเร่งปฏิกิริยา รวมถึงอุณหภูมิและความชื้น และกำหนดสภาวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ในขณะเดียวกันยังช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตปิโตรเคมีอีกด้วย
นอกจากนี้ PTTGC ยังใช้ Amazon Redshift ซึ่งเป็นบริการ data warehouse ที่รองรับข้อมูลระดับเพตะไบต์ และมีการบริหารจัดการให้เต็มรูปแบบในระบบคลาวด์ เพื่อสร้างแดชบอร์ดส่วนกลาง (การนำข้อมูลที่สำคัญมาสรุปให้เห็นภาพในหน้าเดียว) สำหรับแสดงข้อมูลการผลิตจาก Data Lake รวมถึงรอบเครื่องจักรและปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ แดชบอร์ดนี้ช่วยให้มองเห็นกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์
ดังนั้นจึงช่วยให้ PTTGC สามารถลดของเสียจากโพลิเมอร์ได้ ด้วยการใช้ Amazon SageMaker ซึ่งเป็นบริการแมชชีนเลิร์นนิง ที่มีการจัดการให้เต็มรูปแบบ เพื่อใช้ในการสร้าง เทรน และนำโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงไปใช้งาน ทำให้ PTTGC สามารถคาดการณ์ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและคาดการณ์ระดับความต้องการสินค้าคงคลังเพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บ
เพิ่มยอดขาย-รับปริมาณงานเพิ่ม
ส่วน ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจรของไทย ได้นำกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีชั้นนำจาก AWS โดย AXONS ซึ่งเป็นบริษัทที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้กับ ซีพีเอฟ ได้ทำการคัดเลือก AWS ให้เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์และทำการย้ายระบบ SAP ของ ซีพีเอฟ ในประเทศไทยไปยัง AWS ตลอดจนนำโซลูชัน SAP S/4HANA มาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ทำให้ซีพีเอฟกลายเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลที่มีความคล่องตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการให้บริการลูกค้า ปลดล็อกประสิทธิภาพของระบบซัพพลายเชน และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านฟังก์ชั่น business-critical SAP workloads ใน AWS Cloud
การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนั้น ทำให้ AXONS สามารถขยายขอบเขตการให้บริการในรูปแบบใหม่ ๆ ให้กับ ซีพีเอฟ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ แอปพลิเคชันสำหรับสั่งวัถตุดิบด้านอาหาร จาก ซีพีเอฟ (เนื้อหมู เนื้อไก่) และแอปพลิเคชันวิเคราะห์ข้อมูลแบบดิจิทัล เป็นต้น ซึ่งบริการเหล่านี้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูล รวมทั้งการเข้าถึงการบริการด้านการเงินได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ยุคดิจิทัลให้เร็วขึ้น ทาง AXONS จะยกเลิกการใช้ On-Premise Data Center สำหรับ ซีพีเอฟ ในกลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม และย้ายแอปพลิเคชัน mission-critical รวมทั้งแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น Farm Management Solution ไปยัง AWS ช่วยให้ ซีพีเอฟ สามารถปรับขนาดปริมาณงานให้เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้นถึงสิบเท่า รองรับการเติบโตของลูกค้าในภาคการค้าปลีกของไทย 7.5% ต่อปี อีกทั้งยังสามารถลดทรัพยากรด้านการดําเนินงานลงมากกว่า 20%







