
ลดกังวลยุโรปช่วยชะลอเงินไหลออก ....บาทยังกำหนดทิศทางตลาด
.....พงศ์ภัทร ศิริพิพัฒน์
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงนับตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน โดยปัจจัยที่กระตุ้นแรงขายมาจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากที่ซื้อสะสมมาเกือบ 1 แสนล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2553 ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วส่งผลให้กำไรของนักลงทุนต่างชาติในรูปดอลลาร์ลดลง ปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นแรงขายทำกำไรตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเร็ว อย่างไรก็ตาม ล่าสุดปัจจัยลบฝั่งยุโรปเริ่มคลี่คลาย ECB มีมติซื้อพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกส ในขณะที่ญี่ปุ่นและจีนยังยืนยันที่จะลงทุนในพันธบัตรของประเทศในยุโรปต่อไป ทำให้โดยรวมแล้วค่าเงินดอลลาร์ชะลอการแข็งค่าและบาทเริ่มกลับมาแข็งค่า ทำให้ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการขายจากระดับ 5,000 ล้านบาท ในวันจันทร์ที่ผ่านมาเหลือขายสุทธิ 306 ล้านบาทในวันพุธ
จากแนวโน้มปัญหาสภาพคล่องในยุโรปที่เริ่มผ่อนคลาย ทำให้คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยง อย่างตลาดหุ้น จะเริ่มมีแรงขายลดลงบ้าง ในขณะที่ในประเทศเองค่าเงินบาทที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นจะช่วยชะลอแรงขายของนักลงทุนต่างชาติได้ แรงขายในช่วงที่ผ่านมาเราเชื่อว่าเป็นการปรับพอร์ตของฝรั่งในตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรงในปีที่แล้ว อย่าง ตลาดไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ หรือ TIPs เข้าสู่ตลาดหุ้นในเอเชียที่เกี่ยวข้องกับจีนที่ระดับราคาน่าสนใจมากกว่า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลงแรง
ส่วนค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าขึ้นพร้อมกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มดีขึ้น เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้มีเงินบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างไทย กลับเข้าสู่สหรัฐบ้างเพื่อรับรู้ผลกำไร
ตลาดหุ้นในเอเชียบางส่วน เช่น ตลาดหุ้นจีน หรือตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับจีน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นฮ่องกง หรือตลาดหุ้นไต้หวัน คาดว่ายังมีเม็ดเงินไหลเข้า เนื่องจากระดับราคาค่อนข้างถูกและแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจยังดี (ตลาดหุ้นจีนหรือตลาดที่เกี่ยวข้องถูกขายทำกำไรมาตลอดในช่วงปลายปี ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลเรื่องมาตรการสกัดเงินเฟ้อของจีน) โดยปัจจัยที่เป็นลบหายไป คือ คาดว่าเงินเฟ้อของจีนจะผ่านระดับสูงสุดของเงินเฟ้อไปแล้วในไตรมาส 4 ปี 2010 หรืออาจสูงสุดในไตรมาสแรกปี 2011 นี้ ทำให้ต่อจากนี้ แรงกดดันจากทางการจีนที่จากการออกมาตรการชะลอความร้อนแรงเศรษฐกิจจะผ่อนคลายลงจากปีก่อน ทำให้ปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นเหล่านี้ลดลงท่ามกลางการเติบโตที่ยังอยู่ในระดับสูง
โดยภาพรวมแล้วตลาดหุ้นเอเชียอาจมีแรงเทขายในตลาดเกิดใหม่อย่าง TIPs บ้างในช่วงสั้น และมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับจีนแทน แต่โดยรวมเชื่อว่าการอ่อนตัวลงของหุ้นไทยลงมาจะเป็นช่วงที่จะทยอยซื้อได้ หากแนวโน้มค่าเงินบาทยังไม่อ่อนค่ารุนแรง ส่วนฝั่งสหรัฐค่อนข้างชัดเจนว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้า จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ และดอลลาร์ที่กลับมาเป็นขาขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น อัตราการว่างงานลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับ 9.8% มาอยู่ที่ 9.4% ในขณะที่ฝั่งยุโรปช่วงนี้คลายกังวลหลังจากที่หลายประเทศยังพร้อมที่จะให้ยุโรปกู้ผ่านทางการซื้อพันธบัตร โดยประเด็นที่สำคัญต้องติดตามว่าผลการประมูลพันธบัตรทั้งสเปนและโปรตุเกส จะมีผู้เข้าร่วมประมูลมากหรือไม่ ตลอดจนไปถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในการประมูลครั้งนี้สูงหรือไม่ หากมีเข้าร่วมประมูลมากและอัตราผลตอบแทนต่ำจะเป็นบวกต่อตลาด
ส่วนยอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่ต้นปี 2553 ตอนนี้ยังเหลืออีก 72,950 ล้านบาท ในขณะที่หากนับยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมาซื้อมากช่วงเดือน ก.ค. 2553 จะมียอดซื้อสะสมเหลืออีก 90,280 ล้านบาท ซึ่งยอดดังกล่าวข้างต้นลดลงมาแล้ว 12,894 ล้านบาท จากยอดซื้อสะสมทั้งหมด คือ ขายสุทธิออกมาแล้วประมาณ 12% ของยอดซื้อทั้งหมด หากมีการปรับพอร์ตทั้งหมด 30% คาดว่าตลาดอาจจะใช้เวลาสร้างฐานบ้าง
ที่เราประเมินว่าเงินจะไม่ไหลออกไปไม่มาก เนื่องจากคาดว่าหุ้นในเอเชียรวมถึงไทยจะยังมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ดี โดยเฉพาะหากเทียบกับทางฝั่งยุโรป โดยเราประเมินว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้จะมีการเติบโตของกำไร 11%
เราคาดว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้น จะมีช่วงชะลอการลงได้บ้าง หลังจากที่นักลงทุนต่างประเทศปรับพอร์ตเสร็จ แนะนำให้รอซื้อในช่วงที่แรงของนักลงทุนต่างประเทศชะลอตัวลงจากเม็ดเงินที่กล่าวไปข้างต้น รวมถึงค่าเงินบาทหากเริ่มมีเสถียรภาพหยุดอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น







