
ถล่ม อภินิยมฟรี ตัวถ่วงงบลงทุน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนไทยกำลังจะสำลักนโยบายประชานิยมขณะนี้ มีหลายฝ่ายกังขาถึงเป้าหมาย ผลสำเร็จ การยกระดับคุณภาพ และแก้ไขปัญหาที่แท้จริง
หรือเป็นเพียงการโปรยเงินเพื่อซื้อเสียงอย่างถูกต้องเท่านั้น...
ในมุมมอง พรายพล คุ้มทรัพย์ ที่สวมหมวกทั้งนักวิชาการและในตำแหน่งอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาวิเคราะห์แต่ละมาตรการอย่างตรงไปตรงมา
รวมทั้งกล้าที่จะออกมาเบรก
“ไม่เห็นด้วย” กับการขยายระยะเวลามาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาลอภิสิทธิ์ออกไปอีก โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำประปา ไฟฟ้า และก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทในการดูแลประชาชนและควรนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การพัฒนาระบบการศึกษา และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เนื่องจากขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นแล้ว เห็นได้จากตัวเลขการว่างงานที่ลดลง และประชาชนมีรายได้มากขึ้น
พรายพล กล่าวว่า มาตรการค่าครองชีพจริงเริ่มตั้งแต่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ที่เริ่มใช้มาตรการลดค่าครองชีพ เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนก็เดือดร้อน โดยเฉพาะระดับรากหญ้ามีปัญหาการว่างงานมาก ผู้ประกอบการก็เดือดร้อน ส่งออกไม่ได้ รายได้ตกต่ำ ก็มีเหตุผลที่รัฐบาลที่จะเข้าไปช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะนั้นก็มีมาตรการเช็คช่วยชาติ มาตรการลดค่าครองชีพ ก็เป็นเรื่องดีในช่วงนั้นที่จะลดภาระให้กับประชาชน ลดค่าน้ำ ค่าไฟ รถเมล์ฟรี การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ทำให้เงินในมือเหลือมากพอ ก็มีการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจพอที่จะหมุนได้
มีการต่ออายุมาตรการมาหลายครั้ง ทุกครั้งที่ต่ออายุก็มีเหตุผลมาตลอด แต่ครั้งล่าสุดไม่มีเหตุผลแล้ว เพราะเศรษฐกิจก็มีการเติบโตได้ดี คนมีรายได้มากขึ้น มีงานทำ เท่ากับว่ารัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับลดค่าครองชีพไปมากแล้ว จนงบประมาณขาดดุล 56 ปีติดต่อกัน หนี้สาธารณะก็มากขึ้น ตอนนี้ภาระด้านการคลังของรัฐบาลมีมาก
“
ผมคิดว่ารัฐบาลควรที่จะยกเลิกมาตรการค่าครองชีพ แม้จะใช้จ่ายไม่มาก แต่มันก็หลายเดือนมาแล้ว ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อปีของรัฐบาลสูงถึง 12 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมค่าชดเชยราคาก๊าซอีก ไม่เช่นนั้นจะสูงขึ้น ยิ่งจะมีมาตรการที่จะไปอุดหนุนน้ำมันดีเซล ยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลควรที่จะนำเงินและควรนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การพัฒนาระบบการศึกษา และสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนโดยรวมมากกว่า” พรายพล ระบุในมุมมองของพรายพลเห็นว่า รัฐควรจะต้องจัดสรรการลงทุน 25% ของงบประมาณ แต่ในหลายปีที่ผ่านมามีการลงทุนไม่ถึง 20% บางปีมีงบการลงทุนไม่ถึง 10% ก็มี เพราะส่วนหนึ่งรัฐต้องจัดสรรเงินมาเพื่อที่จะช่วยอุดหนุนลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) นั้นเห็นด้วย แต่ควรจะตรึงราคาก๊าซหุงต้มเฉพาะในภาคครัวเรือน ซึ่งแนวทางที่ถูกต้องคือ ควรใช้วิธีการแจกคูปองให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยอิงจากฐานผู้ใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะให้คูปองมีมูลค่า 5 บาทต่อแอลพีจี 1 กิโลกรัม หรือให้ครัวเรือนละ 50 บาทต่อเดือน
นอกจากนั้น รัฐบาล ควรจะต้องยกเลิกการตรึงราคาแอลพีจีทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาการบิดเบือนกลไกตลาด และลดภาระกองทุนน้ำมันในการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น เช่น การอุดหนุนผู้ใช้แอลพีจีในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ ภาคอุตสาห กรรม และปิโตรเคมี เนื่องจากช่วง 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินอุดหนุนแล้วถึง 9.2 หมื่นล้านบาท
“
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปช่วยคนที่ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ คนที่ใช้ก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าฐานะการคลังมันไม่ดีพอที่จะมาอุดหนุนทั่วไป ถ้าช่วยควรจะช่วยเหลืออื่นๆ มากกว่า”พรายพล กล่าวว่า เห็นด้วยมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบ แต่ยังไม่เพียงพอ ถ้าหยุดแค่นั้นจะทำให้คนเหล่านี้เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบด้วย หากความสามารถการชำระหนี้คืนไม่ดี ยิ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เป็นหนี้มากขึ้น
มองว่าจะต้องทำเป็น แพ็กเกจ ถ้าทำงานแล้วมีความแน่นอนในรายได้ และหากเจ็บป่วยมีรายได้ชดเชย แก่ชรามีเงินบำนาญ และประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องถูกรีดไถ ซึ่งจะทำให้พวกนี้มีความสามารถในการหารายได้ และมีความสามารถคืนหนี้ได้ด้วย ถ้าคิดให้ครบวงจรน่าจะดี
“
ผมคิดว่าน่าจะมีองค์กรเฉพาะกำกับดูแลเรื่องแรงงานอกระบบ เช่น เร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์ รถตู้โดยสารอย่างเต็มเวลา ไม่ให้ไปฝากไว้เรื่องไว้กับเขต ปัญหาเขตมีงานมาก ทั้งเรื่องจดทะเบียนและการเก็บขยะ ดูแลความเรียบร้อย” พรายพล กล่าวนอกจากนั้น ทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็มีจำนวนมาก ถามว่าเขตจะดูแลไหวหรือไม่ และเป็นลักษณะงานที่ข้ามหน่วยงาน ซึ่งองค์การขนส่งทางบกอาจจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลเฉพาะก็ได้
แต่การจะโทษระบบข้าราชการว่าทำงานช้าก็ไม่แน่เสมอไป ซึ่งองค์กรของรัฐมีหลายรูปแบบ ทั้งองค์กรมหาชนมีความคล่องตัวก็มีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหา น่าจะเข้ามามีบทบาทด้วย
ที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี มองว่า ไม่ว่านโยบายประชาวิวัฒน์ หรือประชานิยมที่ถูกมองว่าลอกเลียนแบบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่เป็นห่วงอย่างเดียวจะเป็นแค่บางจุดที่ไปช่วย และใช้เงินของรัฐอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่นไปช่วยเหลือแก้ไขหนี้ แต่ไม่มีการเพิ่มความสามารถการหารายได้ หรือหลักประกันอาชีพอื่นๆ ในที่สุดหนี้ก็อาจจะกลายเป็นหนี้สูญได้
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมงานเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี มีเรื่องที่เป็นห่วงไม่ใช่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นเรื่องการปฏิบัติตามนโยบาย เพราะเห็นว่าการปฏิบัติไม่ค่อยดี
“
มันไม่ค่อยกระฉับกระเฉง ไม่เข้มแข็ง และไม่มีทีมที่เก่งทำงานที่เข้มแข็งเท่าที่ควร ถ้าเทียบกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีทีมดี และมีมือไม้ทำงานเร็ว มันเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เป็นการจัดการทีมเวิร์ก หรืออาจจะเป็นเพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลพรรคร่วม ก็จะเกรงใจกันไปมาก แม้แต่กระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลก็ยังไม่คอยดีเท่าไรในทางปฏิบัติ กว่าจะเคลื่อนอะไรทีไม่กระฉับกระเฉง” พรายพล กล่าวยกตัวอย่างโครงการไทยเข้มแข็งจริงๆ น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่ทำได้น้อยเกินไป ความจริงนโยบายดีมาก แต่เวลาลงมือทำมีข้อจำกัดทางปฏิบัติมากมาย ทำให้ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะคนและระบบ ซึ่งยังไม่ได้วิเคราะห์จริงจัง
“
ผมว่าเรื่องความสามารถในการบริหารการจัดการเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งตัวนายกรัฐมนตรีก็ทำงานหนัก มีเรื่องเยอะ ทั้งเรื่องการเมือง ปัญหาความวุ่นวาย และการบริหารประเทศ” พรายพล กล่าวถือเป็นการทิ้งท้ายให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่านโยบายที่พูดออกมาสวยหรูอย่างไร ถ้าปฏิบัติไม่ได้ หรือปฏิบัติไม่เป็น ก็เท่ากับเป็นแค่
“วาทกรรม” ทางการเมืองที่เรียกคะแนนเสียงเท่านั้นนี่คือเสียงและมุมมองจากที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถเสนอความเห็น
“เข้าหู” นายกรัฐมนตรีได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร






