
ฟุ้ง...ไม่เกืน 2 เดือน คลอดโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่
พูดกันมานานหลายปีว่าจะมีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ เพื่อรองรับ กระแสรักษ์โลก และส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานทดแทน แต่ในทางปฏิบัติยังคงไร้วี่แววว่าจะเป็นจริง
ล่าสุด ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ออกมาขายฝันอีกครั้ง อ้างจัดทำโครงสร้างรายละเอียดการแยกประเภทรถยนต์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีเป็นพิเศษเพื่อสิ่งแวดล้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็น3 ประเภท คือ
1.รถยนต์ที่เน้นใช้พลังงานทดแทน ช่วยในการประหยัดพลังงาน รถยนต์ที่เข้าข่ายจ่ายภาษีถูก อาทิ รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อี85 รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า และอีโคคาร์ เป็นต้น
2.รถยนต์ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รถยนต์ที่เข้าข่าย เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
3.รถยนต์ที่มีระบบความปลอดภัยสูง ต้องเปรียบเทียบกันรุ่นต่อรุ่น ถ้าภายในรุ่นเดียวกัน วัดประสิทธิภาพความปลอดภัย บริษัทไหนเหนือกว่า ก็จะจ่ายภาษีถูกกว่า เช่น พิจารณาจากระบบเบรก ระบบล้อล็อก เป็นต้น
ขั้นตอนต่อไปเหลือเพียงหารืออัตราจัดเก็บภาษีกับกระทรวงการคลังให้จบภายใน12 เดือนนี้ เพราะในหลักการผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม พลังงาน และคลัง
เมื่อสามารถหาข้อยุติอัตราภาษีได้ จะให้เวลาค่ายรถยนต์ปรับตัว 2 ปี พร้อมกับออกกฎกระทรวงเพิ่มเติม บังคับให้ทุกค่ายรถยนต์ติดป้ายแสดงข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เพื่อประโยชน์ต่อการตรวจสอบข้อมูล ประกอบการตัดสินใจซื้อของประชาชน
รมว.อุตสาหกรรม ย้ำว่า เมื่อภาษีรถยนต์ลดลง การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์จะยิ่งคึกคักมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการส่งเสริมการลงทุนไปในตัว ก่อให้เกิดการแข่งขันที่มากขึ้นตาม ส่งผลต่อการตั้งราคาขายรถยนต์ให้กับผู้บริโภคก็ต้องมีราคาที่ถูกลงด้วย โดยเชื่อว่ากลไกการแข่งขันของค่ายรถต่างๆ จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ผู้ซื้อได้ประโยชน์ รัฐไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซง
ด้าน วัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทางภาษีใหม่ ควรจะเร่งทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเรื่องนี้อาจจะต้องหลุดออกไป หรือต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
นอกเหนือจากการให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว รมว.อุตสาหกรรม ยอมรับว่า แนวโน้มการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่ประเทศไทยหลังจากนี้คงจะไม่มากเหมือนในอดีต ส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนจากต่างประเทศมองว่าประเทศไทยพัฒนาขึ้นมาก ไม่ใช่แหล่งลงทุนราคาถูก ทั้งเรื่องวัตถุดิบและแรงงานอีกต่อไป ประเทศไทยจึงต้องยกระดับตัวเองมุ่งสู่การส่งเสริมในอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะแรงงานมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบในการผลิตมากยิ่งขึ้น
“
นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศพูดกันมากว่า เศรษฐกิจยุโรปปีนี้เจ๊งแน่ แถมราคาน้ำมันก็อยู่ในช่วงขาขึ้น และเงินบาทแข็งค่ามาก ปัจจัยเหล่านี้เป็นข้อจำกัดในการดึงทุนเข้าไทย”ในส่วนการส่งเสริมนักลงทุนไทย ขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์พิเศษนั้น ขณะนี้ยังไม่มีเจ้าภาพและไม่มีกฎหมายรองรับ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักให้ก่อน โดยแต่งตั้ง สถาพร กวิตานนท์ อดีตเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นประธานศึกษารายละเอียด โดยมีการเสนอธุรกิจนำร่องธุรกิจแรกคือ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่กระทรวงการคลังทักท้วงว่า ธุรกิจอื่นอาจไม่พอใจ จึงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่
ทั้งนี้ ในกลุ่มธุรกิจรับเหมาเรียกร้องให้รัฐอำนวยความสะดวกในการออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยขอยกเว้นการเสียภาษีเมื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศ เพราะออกไปลงทุนต่างประเทศก็ต้องเสียภาษีให้กับประเทศที่ลงทุนแล้ว จึงไม่ต้องการเสียภาษีสองต่อ
ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ระบุว่า การเสนอแค่อุตสาหกรรมก่อสร้างเพียงกลุ่มเดียวอาจถูกกลุ่มอื่นร้องเรียน จึงได้เสนอให้พิจารณาแนวทางดังกล่าวในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ พร้อมกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นด้วย และมอบหมายให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาถึงแนวทางในการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ก่อนจะนำกลับมาเสนอ ครม.อีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในทุกกลุ่ม







