
BBL เผยปี 52 กำไรสุทธิ 2 หมื่นล้าน
ธนาคารกรุงเทพ เผยผลประกอบการปี 2552 มีกำไรสุทธิกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ธนาคารกรุงเทพ เผยผลประกอบการปี 2552 มีกำไรสุทธิกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ธนาคารกรุงเทพรายงานผลประกอบการสำหรับปี 2552 มีกำไรสุทธิ 20,047 ล้านบาท ซึ่งทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2551 โดยเพิ่มขึ้น 0.02% หรือ 4 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักสำรองและภาษี 35,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 258 ล้านบาทหรือ 0.7% ธนาคารสามารถรักษาผลประกอบการไว้ได้ในระดับใกล้เคียงกับปี 2551 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปี 2552 หลังจากเผชิญกับภาวะถดถอยมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 ประกอบกับพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ฐานะการเงินที่มั่นคง และการดำเนินงานตามเป้าหมายหลัก 4 ด้าน ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือ การดำรงสภาพคล่องที่เหมาะสม การเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม การดูแลคุณภาพสินเชื่อ และการคงสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ตลอดปี 2552 ที่ผ่านมาธนาคารดำเนินงานโดยมุ่งเน้นการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทำให้ธนาคารสามารถสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว ทั้งในช่วงสภาพแวดล้อมมีความท้าทายสูงและในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ธนาคารรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าแล้ว ยังช่วยส่งผลต่อเนื่องถึงการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
สินเชื่อรวมของธนาคารในไตรมาส 4 ปี 2552 เพิ่มขึ้น 10,758 ล้านบาทหรือ 1.0% จาก ณ สิ้นไตรมาส 3 ทำให้สินเชื่อรวมทั้งปีลดลง 6.0% ปรับตัวดีขึ้นจากที่เคยลดลง 6.9%ในช่วง 9 เดือนแรก ทั้งนี้เป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ลูกค้ามีความต้องการสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น อนึ่ง หากนับรวมเงินให้สินเชื่อของสาขาของธนาคารในประเทศจีนที่ธนาคารได้โอนให้แก่ธนาคารกรุงเทพประเทศจีนแล้ว เงินให้สินเชื่อรวมในไตรมาสที่ 4 จะเพิ่มขึ้น 3.9% และสินเชื่อรวมทั้งปีจะลดลง 3.3%
นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถขยายฐานเงินฝากได้อย่างน่าพอใจ สอดคล้องกับเป้าหมายในการดำรงสภาพคล่องที่เหมาะสมโดยมีเงินฝากเพิ่มขึ้น 31,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.4% จากสิ้นปี 2551 มาอยู่ที่ 1,342,977 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ส่งผลให้มีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 82.0%
ในปี 2552 ธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นจำนวน 1,628 ล้านบาท หรือ 9.5% สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของธนาคาร โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากหลายผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ บริการที่เกี่ยวเนื่องกับเงินฝาก บริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันส์) บริการกองทุนรวม และบริการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาและรับประกันการจำหน่ายหุ้นกู้เอกชน
“รายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความพร้อมของธนาคารกรุงเทพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่น่าสนใจและหลากหลาย เครือข่ายบริการที่ครอบคลุม และบุคลากรที่พร้อมเสนอบริการที่ถูกต้องตรงตามความต้องการของลูกค้า” นายชาติศิริกล่าว
ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดีพอสมควรในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2.0% จากปี 2551
แม้ว่าในปี 2552 จะเป็นปีที่ยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ แต่ด้วยแนวทางการดำเนินงานที่เน้นการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด และการดำเนินนโยบายสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ทำให้สินเชื่อด้อยคุณภาพตามงบการเงินเฉพาะของธนาคารกรุงเทพลดลงจาก 54,636 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2551 เป็น 53,852 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2552 โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมที่ 4.4%
ความสำเร็จสำคัญอีกประการหนึ่งของธนาคารในปี 2552 คือ การที่ธนาคารกรุงเทพประเทศจีน ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทย่อยที่ธนาคารถือหุ้น 100% ได้เริ่มเปิดดำเนินการแล้วในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมาในฐานะธนาคารท้องถิ่นในประเทศจีน ด้วยสถานะดังกล่าวประกอบกับเครือข่ายสาขาในหลายประเทศทั่วเอเชีย จะเอื้ออำนวยให้ธนาคารสามารถสนับสนุนลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี และยังช่วยเสริมสร้างให้ธนาคารกรุงเทพเป็นที่ยอมรับในฐานะธนาคารของภูมิภาคเอเชียยิ่งขึ้น
ธนาคารกรุงเทพมีเงินกองทุนในระดับที่แข็งแกร่ง หากนับรวมกำไรสุทธิในครึ่งหลังของปี 2552 ด้วยแล้ว ธนาคารมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงประมาณ 16.4% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ประมาณ 13.5% สถานะการเงินที่เข้มแข็งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสนับสนุนความต้องการด้านการเงินที่เพิ่มขึ้นของทั้งลูกค้าปัจจุบันและรองรับลูกค้าใหม่ในอนาคต
ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีจำนวน 194,716 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้น 10.50 บาท และ มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น 102.0 บาท







