posttoday
TDRI ค้านนโยบาย ยกเว้นภาษีรายได้ 4 หมื่นแรก หวั่นฐานะการคลัง

TDRI ค้านนโยบาย ยกเว้นภาษีรายได้ 4 หมื่นแรก หวั่นฐานะการคลัง

26 มกราคม 2566

TDRI ค้านนโยบาย ยกเว้นภาษีรายได้ 4 หมื่นบาทแรก ชี้ผิดหลักการ หวั่นกระทบฐานะการคลัง ปัจจุบันมีหนี้สาธารณะต่อดีจีพีสูงถึง 60% แล้วจากพิษโควิด กังวลคนไทยมีแนวโน้มจ่ายภาษีลดลง

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึง นโยบาย ยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินเดือน ไม่ถึง 40,000 บาท ส่วนที่รายได้สูงกว่า 40,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีในเงิน 40,000 บาทแรกด้วย กับโพสต์ทูเดย์ ว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่า สถานะด้านการคลังของไทยในปัจจุบัน ยังมีปัญหาจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกระโดดตอนนี้สูงขึ้นถึง 60% ต่อจีดีพี และมองไปในอนาคตสถาการณ์ของคนสูงวัยที่เพิ่มขึ้น มีความต้องการงบประมาณในการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ทั้งด้านสวัสดิการสังคม การกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆมีมากขึ้น หมายความว่า โจทย์จริงๆของรัฐบาล คือ จะทำอย่างไรให้ไทยสามารถมีฐานะการคลังอย่างยั่งยืนได้อีก ก็หมายความว่า ภาครัฐต้องหาแหล่งรายได้เพิ่มเติมมากขึ้น มากกว่า มีนโยบายลดภาษี จึงมองว่านโยบายลด หรือยกเว้นภาษีขัดกับสถาการณ์ที่เป็นอยู่

 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการลดภาษี ก็ควรจะมีมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีตัวอื่นๆทดแทน เช่น การเพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคล หรือ ภาษีVAT  ซึ่งจะทำให้นโยบายมีความสมดุลกัน ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นระบบ และสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้ดีกว่า

 

เมื่อถามว่า ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าที่จะปรับขึ้นภาษี VAT เพราะกลัวจะเสียคะแนนนั้น เกิดจากปัญหาไม่มีใครกล้าพูดความจริง กล้าที่จัดการภาษีทั้งระบบ เช่น ถ้าอยากขึ้น VAT ภาครัฐก็ต้องการันตีว่าจะไม่นำเงินไปใช้ไม่เหมาะสม นำไปใช้เป็นเงินสมทบประกันสังคมมากขึ้น หรือ ตั้งเป็นกองทุนใหม่ เพื่อดูแลคนยากจน ซึ่งมีวิธีที่สามารถทำได้ โดยให้ประชาชนยอมรับได้ และต้องคิดเป็นแพคเกจ และใช้ความจริงใจกับประชาชน เพื่อลดความกังวลว่า รัฐจะไม่นำเงินไปใช้ในโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์หรือไม่

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านเคยทำการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่า  แนวโน้มการจัดเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล มีแนวโน้มลดลง ดังนั้นเราอย่าเพิ่งรีบเร่งปรับลดภาษีก่อนนานาประเทศ เพราะท้ายที่สุดภาษีก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากนี้ยังต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นด้วย 

 

เช่นเดียวกับ ไทย เรื่องนี้ถือที่น่ากังวลใจ เพราะประชาชนมีแนวโน้มจ่ายภาษีลดลงเช่นกัน เนื่องจากภาษีหลายตัวพูกติดกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ภาครัฐกำลังมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ภาครัฐจะไปลดภาษีไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีเข้ารัฐ  ถือว่าผิดตั้งแต่หลักการแล้ว เพราะประชาชนต้องมีหน้าที่จ่ายภาษี เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศ นอกจากนี้สรรพากรได้มีการยกเว้นให้กับคนที่มีเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์อยู่แล้ว รวมทั้งยังมีเงินให้การลดหย่อนภาษีมากมาย ดังนั้นส่วนที่เพิ่มเงินในกระเป๋าจากการยกเว้นภาษีไม่ได้เยอะ แต่ในทางกลับกันภาครัฐกับสูญเสียรายได้ไปมหาศาล
 

 

ดร.นณริฏ ยังกล่าวด้วยว่า ตอนนี้การเมืองบ้านเรา คล้ายกับเป็นการเมืองใจบุญสุนทาน รัฐมองว่าประชาชนเป็นคนที่ยากไร้ ต้องให้ช่วยไปหมด จริงๆแล้วกลายเป็นติดหล่มว่า การเมืองที่เลือกเฉพาะผลประโยชน์ ไม่ได้มองถึงภาพรวม มันทำให้ประเทศไม่ได้เดินไปในทางที่ควรจะเป็น คือ ต้องให้ประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร่วมกับภาคครัฐในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่สร้างทัศนคติที่ เริ่มต้นจากการแจก ถือเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม

 

ส่วน พรรคการเมือง ชูนโยบาย รื้อระบบสินเชื่อ โดยการ ยกเลิก “แบล็กลิสต์บูโร” ใช้ระบบสะสมคะแนน หรือ เครดิตสกอร์ริ่ง แทนนั้น ส่วนตัวมองว่า คนออกนโยบายจะไม่ค่อยเข้าใจกลไกลเครดิตบูโร และมีคนเข้าใจผิดเยอะมาก ประเด็นคือ แบล็กลิสต์ไม่อยู่จริง เครดิตบูโรเป็นเพียงแหล่งรวมฐานข้อมูลกการชำระหนี้บุคคล หรือบริษัทเข้าด้วยกัน  เพื่อเป็นข้อมูลให้สถาบันการเงินใช้พิจารณาในการปล่อยสินเชื่อ หรือการคิดอัตราดอกเบี้ย เพราะสถาบันการเงินไม่ได้รู้จักทุกคน หรือทุกธุรกิจ ข้อมูลตรงนี้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้สถาบันการเงินมองเห็นว่า สินเชื่อส่วนนี้จะมีความเสี่ยงระดับไหน และยังเป็นการป้องกันไม่เกิดสถาบันการเงินล้มละลายภายหลัง ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ซึ่งเข้าใจว่านโยบายนี้ ต้องการช่วยคนติดแบล็กลิตส์ โดยการจะตัดข้อมูลผิดชำระหนี้ในช่วงโควิดออกไป แต่ยิ่งทำให้ธนาคาร เลือกที่จะไม่ปล่อยสินเชื่อเลยก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยที่กระทรวงการคลัง และเครดิตบูโร เตรียมนำข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า โดยนำร่องจากค่าไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก่อน มาเพิ่มอยู่ในข้อมูลเครดิตบูโรด้วย เพราะการมีข้อมูลผู้กู้เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ ยอดการชำระหนี้ค่าไฟฟ้านั้นไม่ได้เป็นหนี้ที่ก้อนใหญ่ จึง อยากนำเสนอให้นำนัยยะจากข้อมูลค่าน้ำค่าไฟ ไปสะท้อนประเภทการใช้ประโยชน์บนที่ดิน หรือว่ามีการอยู่อาศัยจริงหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์บนที่ดินจริง เจ้าของที่ดินนั้นก็ควรเสียภาษีอัตราปกติ  ตามกม.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการหารายได้เข้ารัฐได้มากขึ้น
 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ