posttoday
หนี้กองทุนฟื้นฟูปะทุ งบจ่ายดอกเบี้ยพุ่ง 8 หมื่นล้าน

หนี้กองทุนฟื้นฟูปะทุ งบจ่ายดอกเบี้ยพุ่ง 8 หมื่นล้าน

12 มกราคม 2554

...ทีมข่าวการเงิน

การแก้ไขปัญหาหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่เกิดจากการเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินเมื่อปี 2540 กำลังจะกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งๆ ที่ปัญหานี้กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยตั้งป้อมทะเลาะกันหนักมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2545

คราวนั้นสามารถตกลงกันได้ โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท.สมัยนั้น เป็นผู้เสนอทางออกด้วยการออกกฎหมายให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรชดเชยความเสียหายให้กองทุนฟื้นฟู 1.392 ล้านล้านบาท พร้อมกับออกกฎหมายกำหนดให้ ธปท.รับผิดชอบเงินต้น และกระทรวงการคลังรับภาระจ่ายดอกเบี้ย

เหตุผลในขณะนั้นคือ ธปท.มีเงินกองทุนติดลบ 1.5 แสนล้านบาท ไม่สามารถรับภาระได้ทั้งหมด จึงให้คลังช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยจ่าย

แนวทางนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันคลังเริ่มเห็นปัญหาในเรื่องงบประมาณ เพราะขีดความสามารถในการจ่ายเงินต้นของ ธปท.ก็ไม่มี คลังจึงจ่ายแต่ดอกเบี้ยไป 6.04 แสนล้านบาทเศษแล้ว ขณะที่เงินต้นลดไปแค่ 2 แสนล้านบาทเท่านั้น

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน มีรายได้ไม่พอไปลงทุน ต้องใช้กู้เงินมาลงทุนแทน

กระทรวงการคลังออกมากดดันเสนอให้ ธปท.หาวิธีใหม่ เพื่อลดหนี้กองทุนฟื้นฟูให้เร็วขึ้นเพื่อลดภาระการตั้งงบจ่ายหนี้

วิธีที่กระทรวงการคลังเสนอมี 3 แนวทาง คือ

1.การออกพันธบัตรรัฐบาลอัตราดอกเบี้ย 0% (ซีโร่คูปอง) ขายให้ ธปท.นำไปหนุนหลังธนบัตรออกใช้แทนเงินตราต่างประเทศ

2.แก้ พ.ร.บ.เงินตราในส่วนการบันทึกบัญชีฝ่ายออกบัตรให้สะท้อนความเป็นจริง เพื่อนำเงินจากบัญชีผลประโยชน์ประจำปีที่มีกำไรมาชำระคืนเงินต้นได้ จากปัจจุบันที่ไม่สามารถทำได้ เพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

3.ปิดกองทุนฟื้นฟูเร็วขึ้น จากปี 2556 เป็นปี 2555 แล้วนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาบริหาร เพื่อให้เกิดรายได้นำไปลดหนี้

ขณะที่ท่าทีของ ธปท.นั้นชัดเจนว่าไม่เอารูปแบบการรับซื้อซีโร่คูปอง และเสนอวิธีแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู

1.แก้ไขกฎหมายด้วยการรวบบัญชีฝ่ายออกบัตรกับฝ่ายการธนาคาร

2.ปรับวิธีบันทึกบัญชี

3.หารายได้อื่นๆ มาชำระหนี้ ไม่ได้จำกัดแค่กำไร

4.การปิดกองทุนฟื้นฟูและนำทรัพย์สินโอนให้กระทรวงการคลังไปบริหาร

แม้จะตั้งโต๊ะหารือกันแล้ว แต่กระนั้นก็ยังตกลงกันไม่ได้

สดๆ ร้อนๆ ล่าสุด จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ดูแลเรื่องหนี้ ทนไม่ไหวออกมาเปิดแผลชัดๆ ว่า ภาระดอกเบี้ยของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาทนี้กำลังกลายเป็นภาระงบประมาณอย่างหนัก

เพราะในปีงบประมาณ 2555 ที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้มียอดเพิ่มสูงขึ้นเป็น 8 หมื่นล้านบาท

สูงขึ้นกว่าปีงบประมาณ 2554 ที่จัดสรรเพื่อจ่ายดอกเบี้ยไว้ 6.7 หมื่นล้านบาท

สาเหตุที่ภาระเพิ่มขึ้นถึง 1.4 หมื่นล้านบาท เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้น

ผู้อำนวยการ สบน. บอกว่า ภาระดอกเบี้ยของหนี้กองทุนฟื้นฟู ถือเป็น 1 ใน 3 ของภาระเงินงบชำระหนี้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจ่ายหนี้ในแต่ละปี โดยในปีงบประมาณ 2555 ภาระเงินงบประมาณที่ต้องชำระดอกเบี้ยและต้นเงินกู้มีทั้งหมด 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 ที่ตั้งไว้ 2.2 แสนล้านบาท

จักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า วิธีการลดภาระดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟูที่ดีที่สุด คือทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังต้องเร่งหาข้อสรุปร่วมกันให้เร็วที่สุด หลังจากที่มีการหารือไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า จะดำเนินการในแนวทางใด

ในส่วนของกระทรวงการคลังยังยืนยันแนวทางการออกพันธบัตรไม่มีผลตอบแทน (ซีโร่คูปอง) ขายให้กับ ธปท. เพื่อนำเงินมาชำระดอกเบี้ยแทนงบประมาณ เพราะดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องแก้กฎหมาย

“หากทำได้ทั้งหมด จะสามารถลดภาระดอกเบี้ยงบประมาณได้ถึงปีละ 2.8 หมื่นล้านบาท” จักรกฤศฏิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท.ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว เพราะกลัวว่าจะเสียวินัยการเงินการคลัง เป็นการพิมพ์เงินออกมาใช้หนี้ และจะเป็นแบบอย่างให้รัฐบาลชุดหลังๆ ดำเนินการตามแบบวิธีดังกล่าว

จักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า ในส่วนแนวทางของ ธปท. ที่เสนอมาให้มีการแก้ไขกฎหมายของ ธปท. เพื่อเปลี่ยนแปลงการบันทึกบัญชี เพื่อทำให้บัญชีการดำเนินงานของ ธปท. และบัญชีผลประโยชน์ของ ธปท.มีกำไร สามารถนำเงินไปใช้หนี้ FIDF1 จำนวน 4.6 แสนล้านบาท และ FIDF3 จำนวน 6.4 แสนล้านบาท หลังจากที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้มาหลายปี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายของ ธปท.ต้องใช้เวลาดำเนินการถึง 2 ปี ซึ่งอาจล่าช้าเกินไป อีกทั้งการเมืองที่ไม่แน่นอน หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลชุดเก่า นโยบายการแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟู ก็จะมีการเปลี่ยนอีก ทำให้ภาระของหนี้กองทุนฟื้นฟูไม่ลดลง

สำหรับการขายทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟู ในส่วนของหุ้นของธนาคารกรุงไทยนั้นก็เชื่อว่าน่าจะได้เงินมาจ่ายหนี้ได้เพียง 1 แสนล้านบาท ซึ่งเทียบกับจำนวนหนี้ก็ถือว่าไม่มาก

อีกทั้งยังต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้นำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้ได้ ก็ยังต้องใช้เวลาดำเนินการนานเช่นกัน

การงัดข้อในวิธีการแก้ปัญหาหนี้ระหว่างคลัง กับ ธปท. จะเป็นอย่างไรชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยมีงบประมาณปีละ 8 หมื่นล้านบาทเป็นเดิมพัน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี