
ดีป้าเตรียมประกาศมาตรฐานบริการดิจิทัล ก.พ.นี้
หลังครม.มีมติเห็นชอบ บัญชีบริการดิจิทัล ดีป้า เดินหน้าสร้างมาตรฐานบริการดิจิทัลขึ้นแพลตฟอร์ม เพื่อให้ภาครัฐ เอกชน โดยเฉพาะสมาร์ท ซิตี้ ใช้บริการสตาร์ทอัป ด้วยมาตรฐานและราคากลางที่ตรวจสอบได้
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ภายหลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบสาระสำคัญเรื่องการจัดทำบัญชีบริการดิจิทัล เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการดิจิทัลของประเทศไทย (ดิจิทัลสตาร์ทอัป) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมานั้น ลำดับต่อไปดีป้าต้องเร่งดำเนินการจัดทำประกาศมาตรฐานสำหรับสตาร์ทอัปที่ต้องการนำบริการดิจิทัลขึ้นบัญชีบริการ ภายใต้ชื่อมาตรฐาน “D-Sure” คาดว่าจะเสร็จและพร้อมประกาศอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ.2566 ซึ่งแต่ละบริการอาจจะได้การรับรองแตกต่างกันเพื่อกำหนดราคากลางให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับ
“มาตรฐานที่ให้จะกำหนดเป็นดาว ดาวแต่ละดาวมีการกำหนดแตกต่างกัน เพื่อกำหนดราคากลางของแต่ละบริการด้วย ภาครัฐ เอกชน โดยเฉพาะเมืองที่ต้องการพัฒนาเป็นสมาร์ท ซิตี้ จะมีราคากลางเป็นมาตรฐานเดียวกันในการจัดซื้อจัดจ้างและสามารถตอบสตง.ได้ว่าใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้เมืองที่ใช้บริการในบัญชีบริการดิจิทัลยังได้รับส่วนลดด้านภาษีตามสิทธิประโยชน์ของบีโอไออีกด้วย”
สำหรับการจัดทำบัญชีบริการดิจิทัล ถือเป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลสัญชาติไทย โดยจะอยู่บน “TECHHUNT” แพลตฟอร์มรวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีราคากลางที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการดิจิทัลได้โดยสะดวก
ทั้งนี้ ดีป้า เป็นหน่วยงานจัดทำบัญชีบริการดิจิทัล และเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล ขณะที่กรมบัญชีกลาง พิจารณาผลักดันบัญชีบริการดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเป็นหนึ่งในหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ตามขั้นตอนการประกาศกฎกระทรวงการคลัง กำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดิจิทัลร่วมพัฒนาระบบราชการไทยต่อไป
นายณัฐพล กล่าวว่า บัญชีบริการดิจิทัลแตกต่างจากบัญชีนวัตกรรมไทย โดยบัญชีนวัตกรรมไทย เป็นการส่งเสริมผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของไทยให้สามารถผลิตสู่เชิงพาณิชย์ โดยนวัตกรรมไทยเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ (ด้านก่อสร้าง ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านโฆษณาและเผยแพร่ ด้านงานบ้านงานครัว ด้านไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ด้านยานพาหนะและขนส่ง ด้านโรงงาน ด้านสำนักงาน ด้านสำรวจ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านยุทโธปกรณ์ความมั่นคง และด้านอื่นๆ) ที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการวิจัย พัฒนา หรือการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิมด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย โดยคนไทยมีส่วนร่วม
ขณะที่บัญชีบริการดิจิทัล เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการดิจิทัลไทยเข้าสู่ตลาดภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยบริการดิจิทัลเป็นสินค้าและบริการ (โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ บริการด้านดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์ ด้านการศึกษา ด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว ด้านการเงิน ด้านการบริการภาครัฐ ด้านสุขภาพ ด้านการให้บริการ ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ด้านการจัดการข้อมูลระบบ และด้านอื่นๆ) ที่พัฒนาหรือผลิตโดยผู้ประกอบการดิจิทัลไทย โดยผู้ประกอบการดิจิทัลที่พัฒนาสินค้าและบริการดิจิทัลที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย และอยู่ในกลุ่มธุรกิจและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน
ดังนั้นภาครัฐจึงสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการดิจิทัลที่มีมาตรฐานและเชื่อถือได้ ด้วยสินค้าและบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพ ทันสมัย แก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ลดระยะเวลาการพัฒนาเอง และเกิดนวัตกรรมด้านบริการภาครัฐที่เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและผู้ประกอบการดิจิทัล ช่วยสร้างโอกาสการเข้าสู่ตลาด ให้ผู้ประกอบการดิจิทัลไทยสร้างรายได้ เพิ่มการจ้างงาน และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลของไทย ให้มีความเข้มแข็ง และแข่งขันได้ในระดับสากล
นายณัฐพล กล่าวว่า ระหว่างปี 2564 – 2565 ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทยแล้ว จำนวน 30 เมือง ซึ่ง ดีป้า โดย สำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย มุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ (Smart City Ambassadors) ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยในปี 2565 มีผู้ผ่านการอบรมจากโครงการดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 300 คน แบ่งเป็นเยาวชน หรือ Ambassadors จำนวน 150 คน และเจ้าหน้าที่ของแต่ละเมือง จำนวน 150 คน ซึ่งเปิดโอกาสให้ Ambassadors ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 56 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐกับพื้นที่ และนำไปสู่การพัฒนาเมืองตามแนวทางเมืองอัจฉริยะประเทศไทยในที่สุด







