posttoday

ไปรษณีย์ไทยเตรียมส่ง บ.ลูกเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯปลายปี 66

28 ธันวาคม 2565

ไปรษณีย์ไทย เผย ปี 2566 เตรียมดันบริษัทลูก ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังพบมีกำไรต่อเนื่อง 4 ปี ขณะที่บริษัทแม่เองแม้จะยังขาดทุนพร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่เน้นใช้บิ๊ก ดาต้า ให้เป็นประโยชน์เพิ่มสัดส่วนลูกค้าองค์กร

นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีแผนนำบริษัทลูก คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณด) เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปลายปี 2566 เนื่องจาก ปณด มีกำไรติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปีแล้ว โดยผลประกอบการล่าสุดเดือน ธ.ค. 2565 มีรายได้ 1,200 ล้านบาท กำไร 100 ล้านบาท ขณะที่ ปณท คาดว่ารายได้ปี 2565 อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ปริมาณการส่งของอยู่ที่ 4.5 ล้านชิ้นต่อวัน ขาดทุนน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ ขณะที่มีพนักงานอยู่ที่ 38,000 คน

 

นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการ ปณด กล่าวว่า ตลาดเฮลท์แคร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งความต้องการคลังสินค้าเก็บยาจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการใช้บริการขนส่งไปยังลูกค้าพื้นที่ต่างๆ ทำให้รายได้ของ ปณด มีกำไรอย่างต่อเนื่อง 4 ปี ขณะที่ต้นทุนของบริษัทด้านบุคลากรมีเพียง 10% เท่านั้น มีพนักงานประจำของ ปณด เพียง 90 คน เนื่องจากส่วนใหญ่เน้นการจ้างงานเอกชนและให้ค่าตอบแทนพิเศษตามจำนวนชั่วโมงการทำงานของแต่ละคน

 

สำหรับแผนสำคัญในปี 2566 ของ ปณด คือการลงทุน 500 ล้านบาท ในการสร้างคลังเก็บยาขนาดใหญ่กระจายทุกภาคของประเทศไทย โดยคลังสินค้าเก็บยาดังกล่าวจะเป็นศูนย์การให้บริการอัจฉริยะแบบครบวงจรโดยใช้ระบบไอทีบริหารจัดการ ตั้งแต่การเก็บยาไปจนถึงการส่งยาไปยังผู้บริโภค
 

 

นอกจากนี้ยังมีแผนในการทำเครื่องจ่ายยาสามัญอัจฉริยะสำหรับผู้ป่วยที่นานๆจะไปหาหมอครั้งหนึ่งเพื่อรับยา เช่น ความดัน เบาหวาน โดยทำร่วมกับ Clicknic ผู้ให้บริการปรึกษาแพทย์แบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่บริการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอล รวมถึงบริการฝากซื้อยา และเชื่อมต่อระบบขนส่งยา จากร้านยาชั้นนำ ด้วยการให้บริการพบหมอแบบทางไกล สำหรับบัตรทองและลูกค้าทั่วไป โดยจะตั้งอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์ประมาณ 5 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกสาขาที่เหมาะสม

 

นายดนันท์ กล่าวว่า สำหรับแผนของไปรษณีย์ไทยปี 2566 ต้องไม่เน้นการแข่งขันเรื่องราคา แต่เน้นการสร้างคุณภาพการให้บริการที่แตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยมาตรการ Zero Complain มีทีมหลังการขายอยู่ในทุกช่องทางออนไลน์ หรือ สื่อโซเชียล เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาลูกค้าให้เร็วที่สุด เมื่อแก้ปัญหาเร็วเรื่องร้องเรียนก็จะน้อยลง นอกจากนี้ยังมีการปรับทีมขายเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากพนักงานเดิมที่ทำงานประจำสาขาแต่งานน้อยลงให้มาอยู่ในทีมขายเพื่อทำหน้าที่ดูแลลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ซึ่งทีมนี้สามารถดึงลูกค้าเก่าที่หนีไปใช้คู่แข่งให้กลับมาได้ถึง 40% นอกจากนี้ต้องดึงศักยภาพของการมีข้อมูลลูกค้าและเข้าถึงพื้นที่ลูกค้าได้ดีกว่าคู่แข่งด้วยบุรุษไปรษณีย์ไทย 20,000 คน 

 

รวมถึงการพัฒนาระบบจัดการด้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร (Prompt Post) บริการประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Timestamp) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) การใช้พื้นที่คลังไปรษณีย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศเปิดเป็นพื้นที่ให้บริการ Fulfillment ระดับจังหวัด ระบบหลังบ้านที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วและมีมาตรฐาน การเป็นตัวแทนขายสินค้าให้กับธุรกิจค้าปลีก / รับชำระค่าบริการต่าง ๆ ถึงหน้าบ้าน

 

การพัฒนาระบบ CRM และ Big Data เพื่อรวบรวมข้อมูลของลูกค้าในทุกมิติและนำมาวิเคราะห์ จัดกลุ่ม และนำเสนอสินค้า/บริการความต้องการลูกค้าแต่ละกลุ่ม การขยาย “ทีมขาย ทีมขน และทีมแคร์” ดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เรื่องการใช้ระบบขนส่งที่เหมาะสม ราคา การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการทำการตลาดบนแพลตฟอร์มของไปรษณีย์ไทย รวมถึงแผนนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงานไปรษณีย์ และระบบนำจ่าย จำนวนกว่า 600 คัน ทดแทนรถเดิม ที่หมดอายุใช้งานในปี 2566

 

นายดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับสัดส่วนรายได้องค์กรในปัจจุบันแบ่งเป็น กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 47.62 % กลุ่มไปรษณียภัณฑ์ 31.26 % กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 15.94 % กลุ่มธุรกิจการเงิน 1.78% กลุ่มธุรกิจค้าปลีก 2.78%  และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ 0.66 %

 

และนอกเหนือจากการสร้างรายได้จากกลุ่มดังกล่าวแล้ว ไปรษณีย์ยังมีแผนในการแสวงหารายได้จากน่านน้ำใหม่ทางธุรกิจ ซึ่งเป็น New S- Curve ขององค์กร ทั้งการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจไปรษณียภัณฑ์เดิม เช่น แสตมป์ NFT บริการจัดส่งสื่อโฆษณาทางไปรษณีย์ หรือ Advertising Mail ที่สามารถจัดส่งสิ่งพิมพ์โฆษณา หรือสินค้าตัวอย่าง ให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในรูปแบบ Direct Mail  บริการ e-Timestamp ประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันมีลูกค้า เช่น หน่วยงานภาครัฐ  โรงพยาบาล สถานศึกษา เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?