posttoday
คลัง ย้ำตลาดฯไทยแข็งแกร่ง เหมาะจัดเก็บภาษีหุ้น

คลัง ย้ำตลาดฯไทยแข็งแกร่ง เหมาะจัดเก็บภาษีหุ้น

02 ธันวาคม 2565

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ไทยจะจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความแข็งแกร่ง มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 18-19 ล้านล้านบาทต่อปี มากกว่าจีดีพีประเทศ ชี้จะนำรายได้เข้ารัฐกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ยกเลิกการเก็บภาษีขายหุ้น โดยให้มีการเก็บภาษีขายหุ้น ปีแรกเก็บ 0.055% หลังจากนั้นเก็บ 0.1% ว่า การยกเลิกภาษีจากการขายหุ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยได้รับการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2535 หรือยกเว้นมานานกว่า 30 ปี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ให้เติบโตต่อเนื่อง และเพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรม และลดความเลื่อมล้ำในระบบภาษี สำหรับผู้ที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กับคนที่ไม่ได้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องเสียภาษี และทุกฝ่ายประเมินแล้วว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการปรับปรุง และมีการเจริญเติบโตอย่างเข็มแข็งแล้ว พร้อมจะให้มีการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ

สำหรับการจัดเก็บภาษีหุ้นมี 2 รูปแบบ คือ 1.เก็บจากกำไรจากการซื้อขายหุ้น และ 2.เก็บเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขาย ซึ่งแนวทางที่ 2 เป็นรูแปบบที่ไทยเลือกจัดเก็บ ทั้งนี้หากเทียบเคียงจากต่างประเทศ พบว่า อัตราการเก็บภาษีจากการขายหุ้นไม่สูงกว่าประเทศอื่น อาทิ ประเทศที่เก็บภาษีจากการขาย ได้แก่ อินโดนิเซียจัดเก็บ 0.10%  เวียดนาม 0.10% จีน 0.10% เกาหลีใต้ 0.23% และฟิลิปิน 0.60% ขณะที่ ฮ่องกง  0.13% จัดเก็บจากการขายและซื้อ มาเลเซีย 0.15% แต่ไม่เกิน 1,000 ริงกิต เป็นการเก็บภาษีจากการซื้อและขาย เป็นต้น

ขณะที่ต้นทุนธุรกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค (ปี 2565) พบว่าต่ำกว่าหลายประเทศ โดยไทยมีต้นทุนเพียง 0.17% ขณะที่ฮ่องกงอยู่ที่ 0.38% มาเลเซีย 0.29% และสิงคโปร 0.19% เป็นต้น

สำหรับ ภาษีตัวนี้ยังมีข้อยกเว้นกรณีที่เป็นการขาย ได้แก่ 1.ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) 2.สำนักงานประกันสังคม 3.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 4.บำนาญข้าราชการ 5.กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน 6.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 7.กองทุนการออมแห่งชาติ และ 8.กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมแก่สำนักงานประกันสังคมหรือกองทุนตามข้อ 3 – 7 เท่านั้น

ด้านนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า เหตุผลที่ให้มีการจัดเก็บภาษีใน กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะจัดเก็บภาษีเพราะตลาดหลักทรัพย์ฯมีความแข็งแข็งเพียงพอ ที่จะนำมาตรการการจัดเก็บภาษีแบบสากลมาใช้ เห็นได้จากปริมาณการซื้อขายในตลาดที่มีมากกว่า 18-19 ล้านล้านบาทต่อปี  ซึ่งมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของไทย ซึ่งหากกลับมาจัดเก็บ กระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาท

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ จะต้องรอคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฏหมายฉบับนี้ก่อน เมื่อแล้วเสร็จ ครม.จะอนุมัติร่างกฏหมายและเสนอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อลงประกาศในร่างกิจจานุเบกษาแล้วไป 3 เดือน กฏหมายจะมีผลบังคับใช้ทันที 

ทั้งนี้มีการณ์คาดการณ์ว่า การเก็บภาษีขายหุ้นนี้จะใช้ได้จริงในปี 2566 โดยจะเริ่มเก็บจริงตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนที่ 4  นับจากประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว หรือมีระยะเวลาให้ปรับตัว 90 วัน 

โดยในปีแรกหลังกฎหมายบังคับใช้ จะให้เก็บภาษีในอัตราเพียง 0.05% ก่อน จากนั้นจะเก็บในอัตราปกติ  0.1% เพราะเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้โบรกเกอร์เป็นผู้จัดเก็บให้ เพราะต้องเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ซื้อขายหุ้นอยู่แล้ว

สำหรับ การยกเว้นภาษีจากการขายหุ้น ได้รับการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2534 หรือยกเว้นมานานกว่า 30 ปี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหากกลับมาจัดเก็บ กระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 16,000 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ