posttoday
เล่นรอบและเลือกตัว มากขึ้น

เล่นรอบและเลือกตัว มากขึ้น

11 มกราคม 2554

....จิตรา อมรธรรม

หลังผ่านพ้นปีใหม่ไปได้ไม่กี่วัน ตลาดหุ้นในเอเชียกลับไม่สดใสเหมือนบรรยากาศปีใหม่จนหลายท่านถามว่าเกิดอะไรขึ้น ดิฉันขอรวบรวมคำตอบพร้อมประเมินสถานการณ์มาให้อ่าน แต่ก่อนอื่นขอเตือนว่าอย่าตกใจ เพราะไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายแต่อย่างใด

สาเหตุหลักของการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก (ตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ สินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำ เป็นต้น) นับตั้งแต่หลังปีใหม่เป็นต้นมา เกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่กลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดย Dollar Index แข็งค่าขึ้นจาก 79.03 เป็น 81.19 หรือ 2.7% ภายในระยะเวลาเพียง 6 วัน สาเหตุของการแข็งค่าของดอลลาร์ทั้งที่ QE2 น่าจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า ก็เพราะความกังวลเรื่องสถานะหนี้สินในยุโรปที่ผ่อนคลายไปในระยะสั้นๆ เริ่มกลับเข้ามาเป็นประเด็นอีกครั้งตั้งแต่หลังปีใหม่และรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์นี้ที่รัฐบาลโปรตุเกสจะเปิดประมูลพันธบัตร ซึ่งทำให้นักลงทุนฉุกคิดว่าจะระดมทุนได้ และจะมีเงินสดเพียงพอในการชำระคืนหนี้สินหรือไม่ ซึ่งทำให้ CDS (Credit Default Swap) หรือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของโปรตุเกสปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 490bps ในช่วงสิ้นปีเป็น 540bps ในปัจจุบัน และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Yield) 10 ปีของโปรตุเกสเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดอีกครั้งที่ 7.1%

ส่วน CDS ของประเทศในกลุ่ม PIIGS อื่นๆ (ไอร์แลนด์และกรีซ) ได้ปรับขึ้นไปสูงในช่วงก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว CDS ของประเทศในยุโรปที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งทำให้ค่าเงินยูโรในระยะนี้ร่วงลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 1.29 ยูโรต่อดอลลาร์ (ต่ำสุดในรอบ 4 เดือน) จากสิ้นปีที่อยู่ที่ 1.33 ยูโรต่อดอลลาร์ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง

การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์มีความผกผันกับราคาสินทรัพย์เสี่ยง จะเห็นว่าราคาทองคำตั้งแต่ต้นปีนี้ปรับลงแล้ว 3.7% น้ำมันปรับลง 3.1% ตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจัดว่ามีความเสี่ยงมากกว่าแห่งอื่น ปรับลง 0.3% เทียบกับตลาดหุ้นโลกโดยเฉลี่ยที่ยังปรับขึ้น 0.1% หันมามองตลาดหุ้นในเอเชีย จะเห็นว่าตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 3 อันดับแรกในปีที่ผ่านมา ปรับลงมากที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับลง 6.2% ฟิลิปปินส์ลง 2.1% และไทยปรับลง 1.4% แต่สวนทางกับตลาดหุ้นที่ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นน้อยมาก เช่น จีน ปีที่แล้ว 16% (เป็นตลาดเดียวที่ให้ผลตอบแทนติดลบ) แต่ปีนี้ +1.2% หรือฮ่องกงที่ปีที่แล้ว +5.2% ปีนี้จึงบวกต่อ 2.3% และถ้าพิจารณาจากกลุ่มธุรกิจ จะเห็นว่ากลุ่ม Commodity เป็นกลุ่มหลักที่กดดันตลาดหุ้นในเอเชีย ขณะที่กลุ่ม Defensive อย่างเช่นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โรงพยาบาล สื่อ ยังพอประคองตัวได้ดีกว่า ตลาดหุ้นไทยก็อยู่กระแสเดียวกัน กล่าวคือกลุ่มที่ปรับลงแรงสุดในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี 9.1% ขณะที่ปีที่ผ่านมา +180% สวนทางกับกลุ่มโรงพยาบาลที่ปีนี้ +8.8% ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวกเป็นลำดับต้นๆ เช่นกัน +3.4% เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าเช่นเดียวกับเงินสกุลเอเชีย

ดิฉันประเมินว่าการแข็งค่าของดอลลาร์เป็นไปอย่างรวดเร็วเกินไป จากนี้ไปแนวโน้มการแข็งค่ายังมีอยู่ แต่จะค่อนข้างจำกัด หมายความว่าตลาดหุ้นมีโอกาสรีบาวด์ในระยะสั้นๆ (เริ่มเห็นการซื้อกลับในช่วงก่อนปิดตลาดเย็นวาน) แต่จะยังไม่กลับแนวโน้มเป็นขาขึ้นรอบใหม่ทะลุจุดสูงเดิม จนกว่าดอลลาร์จะกลับทิศมาอ่อนค่าตามธรรมชาติตามเดิม ซึ่งเชื่อว่าจะยังไม่ใช่ในสัปดาห์นี้ เพราะความกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรปเพิ่งเริ่มกลับเข้ามาใหม่ คงต้องรอให้ตลาด “ชิน” มากกว่านี้ก่อน

การขายสุทธิของต่างชาติถึงกว่า 5,000 ล้านบาท วันที่ 10 ม.ค.นี้ เป็นการเพิ่งเริ่มขายติดต่อกัน 3 วัน คงเป็นการยากที่จะกลับลำมาซื้อใหม่ทันที แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะขายกดราคากันทุกวัน ตลาดหุ้นไทยไม่ถึงขั้นหลุดจากเรดาร์การลงทุนของต่างชาติไปเสียเลย เพราะพื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุน เพียงแต่ตลาดหุ้นใดที่ขึ้นมามากก็ถูกขายมาก ที่ใดขึ้นมาน้อยกว่าที่นั่นมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ดิฉันยังมั่นใจกับระดับดัชนีเป้าหมายปีนี้ที่ 1,300 จุด แต่ความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจะมีมากกว่าปีก่อนดังที่เห็นในขณะนี้ การซื้อขายในปีนี้ต้อง “เล่นรอบและเลือกตัว” มากขึ้น ณ จุดนี้ ท่านใดที่ขายไม่ทัน ไม่จำเป็นต้องขายแล้ว หุ้นบางตัวเริ่มน่าทยอยรับแล้ว เช่น SCB, TOP, CPALL, SVI เชื่อว่าตลาดมีโอกาสรีบาวด์และแกว่งตัวออกด้านข้าง รอรอบใหม่ ส่วนท่านที่มีหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในมือ ไม่จำเป็นต้องกังวลค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท