
อลงกรณ์ถกยูเอสทีอาร์ดันไทยพ้นบัญชีดำ
อลงกรณ์ บินถกยูเอสทีอาร์ก.พ. เตรียมล็อบบี้ไทยพ้นบัญชีพีดับบลิวแอล หลังมะกันเปิดทบทวนนอกรอบให้ไทยพิเศษ
อลงกรณ์ บินถกยูเอสทีอาร์ก.พ. เตรียมล็อบบี้ไทยพ้นบัญชีพีดับบลิวแอล หลังมะกันเปิดทบทวนนอกรอบให้ไทยพิเศษ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงต้นเดือนก.พ.นี้ ตนจะเป็นหัวหน้าคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือและชี้แจงกับคณะผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอชทีอาร์) ผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ เพื่อผลักดันให้ปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) ตามกฎหมายการค้าพิเศษ มาตรา 301 สหรัฐฯ หลังจากที่สหรัฐฯเปิดทบทวนสถานะนอกรอบให้กับไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากปกติที่จะทบทวนช่วงเดือนมี.ค. และประกาศผลเม.ย.
การทบทวนดังกล่าว ไทยจะชี้แจงถึงการดูแลคุ้มครองทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐฯจะเข้าใจ และถือเป็นโอกาสดี เพราะสหรัฐฯได้เปิดทบทวนนอกรอบให้กับไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จึงเชื่อว่าสหรัฐฯจะปลดไทยออกจากพีดับบลิวแอล มาอยู่ในบัญชีจับตามอง (ดับบลิวแอล) ในปีนี้ได้
ทั้งนี้หากไทยหลุดพ้นจากบัญชีพีดับบลิวแอล จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ให้ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนและปลอดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายิ่งขึ้น นอกจากนี้การเดินทางครั้งนี้จะหารือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และขยายการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) เพื่อขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาถือว่าประสบผลสำเร็จภายใต้คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือตำราเรียนเพื่อการส่งออก และซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจ รวมทั้งการจัดกิจกรรมรณรงค์ให้คนใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย การดำเนินการปราบปรามสินค้าปลอมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยปี 2553 มีการจับกุมรวม 4,095 คดี ยึดของกลางได้รวม 3.86 ล้านชิ้น จำนวนของกลางเฉลี่ย 943 ชิ้น/คดี เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 มีการจับกุมลดลง 46.21% ยึดของกลางได้ลดลง 27.38%
นอกจากนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศน่าลงทุน ยังได้มีการผลักดันให้ขยายบริการอำนวยความสะดวกการจดทะเบียนการค้า โดยปัจจุบันการจดทะเบียนการค้าจัดตั้งบริษัท ประชาชนสามารถยื่นจดทะเบียนการค้ากับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลได้ทั้ง 7,776 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดเวลาดำเนินการจาก 4 วัน เหลือไม่เกิน 60 นาที







