
ปัจจัยเสี่ยงตลาดหุ้นปี'54
...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
สัปดาห์ก่อนๆ ได้บอกเล่าปัจจัยบวกที่จะหนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2554 ไปเยอะแล้ว สัปดาห์นี้มาว่ากันเรื่องปัจจัยเสี่ยงตลาดหุ้นบ้าง ดังนี้
ประการแรก วิกฤตหนี้ยุโรปเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุด ปัญหานี้เรื้อรังต่อเนื่องจากปี 2553 แม้ยุโรปได้จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินแล้ว และได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซและไอร์แลนด์ไปแล้ว ยุโรปยังได้ออกมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังครั้งใหญ่ ทั้งขึ้นภาษีและลดการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากตลาดการเงินโลก
อย่างไรก็ดี การที่ยุโรปมุ่งมั่นลดการขาดดุลงบประมาณจะฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่พึ่งตลาดยุโรปถึง 25% นั่นหมายความว่า วิกฤตหนี้ยุโรปอาจถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐถึงราว 0.50.75% ทีเดียว ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงไม่น้อยที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจขยายตัวต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3% ในปี 2554 ซึ่งจะส่งผลข้างเคียงทำให้การลดอัตราการว่างงานในสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ขณะที่บริษัทเกือบครึ่งหนึ่งในดัชนี S&P500 ค้าขายกับยุโรป เศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอจึงถ่วงยอดขายของบริษัทเหล่านี้อย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง หลายปีที่ผ่านมา บริษัทในสหรัฐได้ปรับลดค่าใช้จ่ายลงอย่างมากเพื่อรักษากำไร ตลาดมองว่า จากจุดนี้ การลดค่าใช้จ่ายเหลือช่องว่างไม่มากนัก ต้องเพิ่มยอดขายจึงจะหนุนกำไร แต่ปัญหายุโรปจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการผลักดันยอดขายปีนี้
วิกฤตหนี้ยุโรปจะปะทุขึ้นเป็นระยะ ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาดการเงินโลก ผ่านการโยกย้ายเงินทุนกลับไปกลับมา ระหว่างสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงินของตลาดอีเมอร์จิงฯ) กับสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (พันธบัตรทองคำ เหรียญสหรัฐ)
กลุ่มประเทศ PIIGS อันประกอบด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน จะถูกทดสอบเป็นระยะ เช่น ในสัปดาห์นี้ หลายประเทศในกลุ่มนี้จะเปิดประมูลขายพันธบัตรเพื่อรีไฟแนนซ์ หากอัตราดอกเบี้ยออกมาแพง จะเป็นปรอทวัดความไม่มั่นใจของตลาดการเงินต่อประเทศเหล่านี้ เป็นต้น
ประการที่ 2 อัตราเงินเฟ้อหากสูงเกินคาด จะเพิ่มแรงกดดันทำให้อัตราดอกเบี้ยไทยขึ้นเร็ว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะหมวดพลังงานและอาหารถีบตัวสูงขึ้นมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขยับขึ้นต่อ ขณะที่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 817 บาท รวมถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ก่อให้เกิดการคาดการณ์ว่า ภาคส่วนอื่นจะขยับเงินเดือนขึ้นตาม
ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาร์พี 1 วัน อยู่ที่ 2% ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 3.3% และไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2553 ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ธปท.จะขยับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.751% ในปี 2554 เพื่อดึงอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปใกล้เคียงเงินเฟ้อทั้งนี้ คาดว่า ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 12 ม.ค.นี้
อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยของประเทศหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังคงต่ำติดดินตลอดปี 2554 การขยับดอกเบี้ยบ้านเราเข้าหา 3% จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยบานขึ้นไปอีก และเป็นสาเหตุหนึ่งในการดึงดูดเงินร้อนให้เข้ามาแสวงหากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้มีความเสี่ยงที่กระแสเงินทุนจะไหลเข้าเศรษฐกิจไทยต่อในปีนี้ ค่าเงินบาทจึงมีแนวโน้มแข็งขึ้นอีก
ประการที่ 3 การแตะเบรกเศรษฐกิจจีน ทางการจีนได้ออกมาตรการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีนตั้งแต่ต้นปี 2553 ไล่เรียงตั้งแต่การสั่งให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มเพดานเงินสำรอง คุมเป้าสินเชื่อ และขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวแรง ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ
หากเศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างร้อนแรงต่อเนื่องในปี 2554 จะเพิ่มแรงกดดันให้ทางการจีนต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นทั่วเอเชีย
ประการที่ 4 เสถียรภาพทางการเมืองไทย ในปี 2554 จะมีการเลือกตั้งใหญ่ ขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่มองโลกด้านบวก ว่า การจัดการเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ และมีโอกาสสูงขึ้นที่พรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย ซึ่งจะทำให้นโยบายโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งหากเกิดขึ้นจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาดหุ้น
สรุปได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงข้างต้นจะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหุ้นเป็นระยะ ดังนั้นหากดัชนีหุ้นวิ่งเร็วเกินไป น่าใช้เป็นจังหวะแบ่งขายทำกำไร เก็บเงินสดไว้ช้อนซื้อหุ้นช่วงปรับฐานปีนี้ หุ้นไทยไม่ได้มีราคาถูกเหมือนกับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเลือกหุ้น รวมถึงจังหวะการซื้อขายจึงต้องทำอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้นด้วย พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







