
แบงก์ลดค่าธรรมเนียมรายย่อย ยังได้อีก
...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์/พรสวรรค์ นันทะ
ไตรมาสแรกของปีนี้ ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินในธนาคารเดียวกันข้ามเขต และถอนเงินในธนาคารเดียวกันข้ามเขต ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างสมาคมธนาคารไทย กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังธนาคารถูกบีบหน้าเขียวหน้าเหลือง และถกเถียงเรื่องนี้กันจนได้ข้อสรุป
โดยรายการโอนเงินในธนาคารเดียวกันข้ามเขต ธนาคารจะไม่คิดรายการแรกของเดือนส่วนครั้งต่อไปคิดไม่เกิน 15 บาท และการถอนเงินในธนาคารเดียวกันข้ามเขต คิดรายการละไม่เกิน 15 บาท
ที่ผ่านมาศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อของ ธปท. พบว่า ผู้บริโภคที่ติดต่อเข้ามายังศูนย์นั้น ส่วนใหญ่มักแสดงความคิดเห็นเชิงลบกับปัญหาใน 3 ด้านหลัก โดยปัญหาอันดับแรกที่ผู้บริโภคร้องเรียนมากที่สุดคือ ปัญหาด้านบริการ เช่น ค่าธรรมเนียมการติดตามทวงถามหนี้ ค่าปรับ รวมถึงค่าบริการโอนเงินข้ามเขต ค่าบริการเอทีเอ็ม และค่าบริการเกี่ยวกับการรักษาบัญชี
สะท้อนได้ว่า ผู้บริโภคยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากธนาคารพาณิชย์จริง แม้ไทยจะเป็นประเทศที่มีธนาคารพาณิชย์มากกว่า 10 แห่งก็ตาม เพราะโครงสร้างธนาคารพาณิชย์ไทยยังผูกขาดอยู่กลายๆ ธนาคารแทบทุกแห่งมักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่แตกต่างกันมากนัก โดยกำหนดกฎระเบียบการคิดค่าธรรมเนียมแบบเพดานขั้นสูง เอื้อให้ธนาคารต่างเรียกเก็บค่าธรรมเนียมลูกค้าในราคาเพดานขั้นสูงแทบทั้งสิ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมรับรวม 4.6 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 18.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งตัวขึ้นจาก 11.4% ในปี 2552 และเมื่อพิจารณารายละเอียดของค่าธรรมเนียมรับจำแนกตามประเภทแล้ว รายได้ค่าธรรมเนียมที่มีบทบาทสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรเอทีเอ็มและธนาคารทางอิเล็ก ทรอนิกส์อื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วน 19.9%
รองลงมาเป็นบริการโอนเงิน และเรียกเก็บเงิน มีสัดส่วน 17.5% ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรเครดิต มีสัดส่วน 15.8% และค่าธรรมเนียมจากธุรกิจประกัน มีสัดส่วนถึง 29.2% ซึ่งหากข้อบังคับร่วมกันระหว่างสมาคมธนาคารไทยกับ ธปท. มีผลบังคับใช้จริงในปี 2554 แน่นอนว่ารายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารต่างต้องลดลงแน่ และอาจมีการชดเชยรายได้ที่หายไป ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นผู้บริโภคที่ต้องก้มหน้ารับภาระอีก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การยกเว้นค่าธรรมเนียมการเบิกถอน โอนเงินข้ามเขต จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบลดลงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีความชัดเจนว่ายังคงมีการเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ แต่ด้วยประเภทธุรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และอัตราค่าธรรมเนียมที่ปรับลดลงจากเดิม ไม่ใช่การยกเว้นทำให้มีการประเมินกันว่าผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์คงลดลงมาอยู่ในระดับหลักพันล้านบาท ซึ่งจะแตกต่างกันระหว่างธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งขึ้นกับส่วนแบ่งตลาดของปริมาณธุรกรรมแต่ละประเภท อย่างไรก็ตามคาดว่าผลกระทบส่วนหนึ่งที่ลดลงในช่วงแรก น่าจะได้รับการชดเชยด้วยปริมาณการทำธุรกรรมของลูกค้ารายย่อยที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันพฤติกรรมของลูกค้าอาจเริ่มเปลี่ยนไป กรณีการกดเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มต่อไปลูกค้าอาจหันมากดเครื่องเอทีเอ็มเดียวกับธนาคารเจ้าของบัตร เพื่อเลี่ยงการกดเงินหรือสอบถามยอดผ่านเครื่องเอทีเอ็มธนาคารอื่นครั้งที่ 5 เป็นต้นไปจะถูกคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท ซึ่งเดิมเคยคิดครั้งละ 5 บาท
ในส่วนของธนาคารก็อาจต้องติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มมากขึ้น เพราะลูกค้าเสียค่าธรรมเนียมแพงขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่เช่นนั้นลูกค้าก็มีทางเลือกหันไปใช้บัตรเดบิตกับธนาคารที่มีเครื่องเอทีเอ็มมากเพื่อเลี่ยงการถูกเก็บค่าธรรมเนียม 10 บาทก็ได้ อีกทั้งปัจจุบันบางธนาคารก็คิดผลิตภัณฑ์ฟรีค่าธรรมเนียมการกดเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มธนาคารอื่น แต่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าแพงขึ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบที่ ธปท.รายงานไว้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะถ้าดูจากกำไรของธนาคารทั้งระบบก่อนหักภาษี 37,405 ล้านบาท 44,904 ล้านบาท และ 46,527 ล้านบาท เรียงตามลำดับจากไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 3 ปีนี้ จะเห็นว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่ารายได้จากดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อจะยังเป็นรายได้หลักอยู่ก็ตามแต่พอสะท้อนแนวโน้มได้ว่าต่อไปธนาคารจะต้องหารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะหาผ่านช่องทางไหนเท่านั้น
เพราะถ้าธนาคารเร่งหารายได้โดยการปล่อยสินเชื่ออย่างเดียวก็น่าห่วง เหตุการณ์ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ยังทำให้ธนาคารระมัดระวังมากขึ้น ก็แสดงว่าการปล่อยสินเชื่อในระยะต่อไปต้องระมัดระวังขึ้น ตามมาตรฐานการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อ เพื่อระวังไม่ให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นมากจนเป็นปัญหา ฉะนั้นการหารายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ธนาคารมองข้ามยาก
ถ้าดูสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 15.0% ในช่วงปี 25332539 เพิ่มเป็น 21.7% ในปี 2552 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาอยู่ที่ 22.2% ในครึ่งแรกปี 2553 น่าจะพอบอกทิศทางการหารายได้ของธนาคารได้พอสมควร ที่สำคัญรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของไทยยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมาตรการธนาคารระดับโลกที่มักจะมีสัดส่วนสูงกว่า 1 ใน 3 ของรายรับรวม
อย่างไรก็ตาม การหารายได้ถือเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ แต่ประเด็นผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่าง ธปท.ควรพิจารณา คือ การหารายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคารเหมาะสมหรือไม่ ยุติธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ เพราะหากธนาคารจะมุ่งหารายได้โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริโภคเสียเลยคงไม่ถูกต้อง เพราะถึงที่สุดการเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ของธนาคารก็ควรสอดคล้องกับต้นทุนที่เหมาะสม และผลประโยชน์พอสมควรแก่ผู้ใช้บริการด้วย อย่าอ้างแค่ว่าเพิ่มคุณภาพบริการและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เช่น กรณีที่ธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มแพงขึ้น จากประมาณ 50100 บาทต่อปี เพิ่มเป็น 200300 บาทต่อปี เพราะเพิ่มประสิทธิภาพบัตรเอทีเอ็มเปลี่ยนเป็นบัตรเดบิตให้ผู้ถือสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าได้สะดวก ไม่ต้องพกเงินสด แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากบัตรเลย แต่ได้จ่ายค่าบริการเพิ่มให้ธนาคารไปเรียบร้อยแล้ว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ ธปท.และธนาคารรวมถึงผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาเรื่องจังหวะเวลา หรือคำนึงถึงความพอใจของลูกค้าด้วย ไม่ใช่บังคับกลายๆ ให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใหม่หมดโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารคิดค้นมาเลย เป็นต้น
นอกจากนี้ ในปี 2554 ระบบการชำระเงินมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ค่อนข้างมาก มีการยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมข้ามเขตต่างธนาคารหลายรายการ ในโอกาสนี้ถึงเวลาหรือยังที่ ธปท.และธนาคารจะพิจารณาทบทวนค่าธรรมเนียมข้ามเขตหรือข้ามธนาคารอีกสักครั้ง เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์แล้ว ต้นทุนการโอนเงิน การข้ามเขต ที่ธนาคารอ้างเพื่อหารายได้กินกันข้ามปีข้ามชาติน่าจะปรับเปลี่ยนเสียที เพราะต้นทุนที่ธนาคารได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ถึงจะมาก แต่ก็สามารถสร้างรายได้ก้อนโตกลับคืนธนาคารไปมากโขแล้ว น่าจะถึงเวลาที่จะคืนกำไรให้ลูกค้าผู้บริโภคบ้าง







