
ไฟแนนซ์ทูเดย์
....ต้นกล้า
“
คิดให้ใหญ่ ทำใจให้นิ่ง ก็จะเห็นเป็นสิ่งธรรมดา” ...nn... ในที่สุด “อภิชัย บุญธีรวร” อดีตกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ ก็มีเวลาพักผ่อนได้ไม่นาน เมื่อจู่ๆ เจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ส่งเทียบเชิญนัดคุยกึ่งสัมภาษณ์งาน พร้อมกับชื่นชมในวิธีคิดสไตล์นักวิชาการ รวมถึงเครือข่ายการทำงานจากราโบแบงก์ โดยงานนี้เจ้าสัวเจริญลงมาคุยด้วยตัวเอง ไล่ยาวกันถึงผองเพื่อนของอภิชัยกันแบบรายตัว ก่อนจะแต่งตั้งให้ไปคุมงานในฐานะบอร์ดบริษัท อาคเนย์ประกันภัย โดยมอบอำนาจสิทธิขาดเต็มที่ และรายงานตรงต่อเจ้าสัวเจริญ...nn... เวรกรรมของข้าราชการแท้ๆ เมื่อจู่ๆ คณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภาชุด
“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ทำหนังสือเชิญข้าราชการกระทรวงการคลังไปชี้แจงเกี่ยวกับการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาอันดับ 1 ของโลก “แมคเคนซี่ (ประเทศไทย)” ที่รับงานในโครงการประชาวิวัฒน์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ในวงเงิน 79 ล้านบาทเศษ ด้วยวิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ งานนี้ชุดกรรมาธิการปักธงสับข้าราชการเละแน่ ทั้งๆ ที่หากมีใจเป็นธรรม และเงี่ยหูฟังสักนิด หยุดคิดกันสักหน่อย ก็คงจะมองเห็นภาพความจริงได้ชัดเจนกว่านี้ เพราะการว่าจ้างแมคเคนซี่นั้นมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์ในเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมที่แท้จริง มิใช่ใครก็ได้ที่ไร้ประสบการณ์...nn... ในบ้านเมืองนี้มีบริษัทใดเคยทำงานเร่งด่วน และมีประสบการณ์ในการดึงผู้คนหลากหลายอาชีพ ดึงข้าราชการและหน่วยงานต่างๆ มาระดมสมอง และแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้สำเร็จบ้าง คำตอบคือ ไม่มี
.....nn... เพียงแมคเคนซี่ขึ้นบัญชีเป็นบริษัทที่ปรึกษากระทรวงการคลังเพียงรายเดียวที่เคยทำงานใหญ่ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้สำเร็จ แมคเคนซี่เคยทำสำเร็จมาแล้วที่ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัย
“มหาเธร์ โมฮัมหมัด” นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียจนทำให้มาเลย์ สามารถแก้ปัญหาคนในชาติที่มีทั้งต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ให้ได้รับสิทธิการเข้าถึงการบริการภาครัฐ และแหล่งเงิน รวมถึงการดำรงชีพที่เท่าเทียมกัน จนปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซีย สามารถกล้าประกาศต่อสาธารณว่า รายได้ต่อหัวของประเทศจะอยู่ในอันดับที่เท่าไร ว่ากันว่า แมคเคนซี่คิดค่าทำงานมหาโหด และสูงกว่าที่ชาร์จจากเมืองไทยหลายสิบเท่า สำหรับเมืองไทยนั้น แมคเคนซี่ใช้เวลาทำงาน 5 สัปดาห์เศษ เมื่อเทียบกับค่าจ้าง 79 ล้าน ก็ตกวันละ 2 ล้านบาทเศษ แม้ตัวเลขจะแพงไม่เบา แต่หากเทียบกับจำนวนคนที่ด้อยโอกาส แล้วสามารถได้รับโอกาสช่วยให้คนนับ 10 ล้านคนลืมตาอ้าปากได้ น่าจะคุ้ม เพียงแต่กระทรวงการคลังจำเป็นต้องอรรถาธิบายต่อสาธารณะ ว่าทำไมต้องจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษต่างหากที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะดูเหมือนว่าจะมีการว่าจ้างเพียงรายเดียวโดยไม่มีคู่ต่อสู้ คือการแข่งขันด้านราคาที่น่าจะเป็นจุดบอด






