
แห่เปิดบริษัทพัฒนาอสังหาฯ
กำไรได้ดีกว่ารับเหมาก่อสร้าง ฤทธาตั้งไซมิสแอสเสทลุยบ้าง
โพสต์ทูเดย์
— รับเหมาก่อสร้าง แตกไลน์ตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดค่ายฤทธา เปิดตัวไซมิส แอสเสท ลุยบ้างนายขจร แซ่เอ็ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกับบริษัท ฤทธา ผู้ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อเดือน มี.ค. 2553 เพื่อดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น ทำกำไรได้มากกว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างถึงเท่าตัว ซึ่งบริษัทวางแผนจะพัฒนาทั้งโครงการแนวสูงและแนวราบ โดยตั้งเป้าว่าใน 1 ปี จะมียอดขายรวม 1 หมื่นล้านบาท
“
ที่ผ่านมาเราทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมานาน 20 ปี เติบโตปีละ 20% มียอดขายไม่ต่ำกว่าปีละ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2553 มียอดขาย 9,000 ล้านบาท ลดลง 10% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยลบทางการเมืองในประเทศ ขณะที่กำไรของการดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นจะอยู่ที่ 510% แต่หากมาเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอง จะสามารถทำกำไรได้สูงถึง 2030%” นายขจร กล่าวอย่างไรก็ตาม ในปีแรกเตรียมเปิดตัว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไซมิส จอยญ่า ซอยสุขุมวิท 31 พัฒนาคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ สูง 7 ชั้น สไตล์โมเดิร์น คอนเทมโพรารี จำนวน 168 ยูนิต มีราคาขาย 89 หมื่นบาทต่อ ตร.ม. มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท จับกลุ่มลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ โดยมีราคาต่ำกว่าโครงการอื่นๆ ระดับเดียวกัน ประมาณ 2030% ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาขาย 1.5 แสนบาทต่อ ตร.ม.ขึ้นไป ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้ว 70% มียูนิตเหลือขาย 50 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมและสำนักงานให้เช่า บริเวณปากซอยราชครู ถนนพหลโยธิน โดยขณะนี้เตรียมซื้อที่ดินจำนวน 1 ไร่เศษ มูลค่า 280 ล้านบาท ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ค้างมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากผู้ประกอบการเดิมไม่สามารถพัฒนาโครงการต่อได้ โดยจะพัฒนาเป็นอาคารสูง 2 อาคาร ประกอบด้วย 27 ชั้น เป็นคอนโดมิเนียม ส่วนที่เหลืออีก 15 ชั้น จะพัฒนาเป็นโฮมออฟฟิศ มูลค่าโครงการประมาณ 1,2001,300 ล้านบาท
“
โครงการที่ปากซ.ราชครูนั้น ใบอนุญาตก่อสร้างเดิมนั้นหมดอายุไปแล้ว แต่รัฐบาลได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม จึงทำให้สามารถพัฒนาโครงการต่อได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตเรื่องสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอใหม่ คาดว่าอีก 23 เดือน จะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้” นายขจร กล่าวสำหรับบริษัท ฤทธา นั้นจะกระจายรับงานก่อสร้างหลายรูปแบบ โดยแบ่งเป็นงานก่อสร้างไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น เทสโก้ โลตัส 25% ก่อสร้างโรงงาน 25% งานก่อสร้างคอนโดมิเนียม 25% และโรงแรม และห้างสรรพสินค้า 25% ปัจจุบันมีงานอยู่ในมือหรือแบ็กล็อก จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่งโดยมีงานก่อสร้างใหญ่ 2 งาน คือโครงการเมะ บางนา ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างห้างมูลค่างาน 3,500 ล้านบาท และงานก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกาย มูลค่างาน 3,500 ล้านบาท







