
กองตราสารหนี้โปรตุเกส โอกาสของนักลงทุนบน ข่าวร้าย
ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว มีข่าวต่างประเทศชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนไทยเลยสักนิด เพราะเป็นข่าวไม่ค่อยดีเท่าไรสำหรับประเทศโปรตุเกส
ระลอกแรกเมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่มีความกังวลกันว่าโปรตุเกสจะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยู่ใน
“สถานการณ์อันตราย” และมีโอกาสที่จะติดเชื้อวิกฤตเศรษฐกิจ เดินตามรอยกรีซและไอร์แลนด์ ที่ต้องกู้เงินจากสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพราะภาครัฐของโปรตุเกสมีต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น หลังจากที่ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 6.9%ยังไม่ทันที่จะได้เตรียมใจ ข่าวร้ายระลอกสองก็ถูกปล่อยออกมา โดยธนาคารกลางโปรตุเกสเองแสดงความเป็นห่วงถึงฐานะการเงินของธนาคารในประเทศว่ากำลังเผชิญกับ
“ความเสี่ยงที่ไม่อาจแบกรับได้” นอกเสียจากว่ารัฐบาลโปรตุเกสจะสามารถควบคุมรายจ่ายภาครัฐเอาไว้ได้ ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแก้ไขวิกฤตหนี้แม้ว่า โฮเซ โซเครติส นายกรัฐมนตรีของโปรตุเกส จะทั้งยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ไม่รู้กี่รอบว่า โปรตุเกสไม่มีความจำเป็นต้องขอกู้เงินจากสหภาพยุโรป และไอเอ็มเอฟ เพราะธนาคารของโปรตุเกสยังมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีสารพัดแผนที่จะลดค่าใช้จ่าย ลดภาระหนี้ และกระตุ้นให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตมากขึ้น
แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ถูกใจบรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจในยุโรป เพราะหลายคนยังเชื่อว่า ในที่สุดแล้วโปรตุเกสจะต้องขอรับความช่วยเหลือแน่นอน เพียงแต่จะเป็นเมื่อไรเท่านั้น
ดูไปดูมาก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคนไทยสักเท่าไร (เว้นแต่ว่าปัญหาในยุโรปจะลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของโลกอีกครั้ง) แต่ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีเงินอยู่ในกองทุนเปิดฟินันซ่าตราสารหนี้ต่างประเทศ 12 เดือน 1/10 (FAM FFI12M1/10) หรือกำลังสนใจลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ รับรองว่าต้อง
“หูผึ่ง” แน่นอนจะไม่ให้ตื่นเต้นกันได้อย่างไร เพราะกองทุน FAM FFI12M1/10 มีสัดส่วนการลงทุนในตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสประมาณ 95% และกว่าจะครบอายุกองทุนก็ประมาณเดือน ต.ค. 2554
แต่ถ้าถาม ธีรพันธุ์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร บลจ.ฟินันซ่า ผู้กล้าที่ออกกองทุนไปลงทุนในประเทศโปรตุเกส เจ้าแรกและเจ้าเดียวในขณะนี้ ยังเชื่อมั่นว่า
“การลงทุนในตั๋วเงินคลังของรัฐบาลโปรตุเกสยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนระยะสั้น เพราะมีผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ต่ำ”พร้อมกับบอกว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลโปรตุเกสยังคงน่าสนใจอยู่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการลดอันดับความน่าเชื่อถือ 1 อันดับ โดย Fitch A+ (ตราสารระยะยาว) และ F1 (ตราสารระยะสั้น) ก็ตาม แต่ไม่มีผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลโปรตุเกส เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้ว
“
บริษัทยังคงเชื่อว่าโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลโปรตุเกสมีโอกาสน้อยมาก เพราะยังมีทั้งกองทุนเสถียรภาพความมั่งคั่ง (EFSF) ของกลุ่มประเทศ EU และเงินกู้ของ IMF คอยช่วยเหลือทางด้านสภาพคล่องแก่กลุ่มประเทศยูโรอยู่ นอกจากนั้นรัฐบาลจีนยังได้ประกาศสนับสนุนการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสในช่วงปี 2554 ด้วย” ธีรพันธุ์ กล่าวนอกจากนี้ ธีรพันธุ์ ชี้แจงว่า
“การที่ประเทศในกลุ่มยุโรปรับความช่วยเหลือทางการเงิน ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นๆ จะผิดนัดชำระหนี้ อย่างเช่นกรีซซึ่งรับความช่วยเหลือทางการเงินในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ภาครัฐ”ทั้งยังเชื่อว่ากลุ่มประเทศสมาชิกการรวมกลุ่มทางการเงินยูโรจะไม่ยอมปล่อยให้ประเทศในกลุ่มยูโรผิดนัดชำระหนี้ก่อนปี 2556 อย่างแน่นอน เพราะจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงถึงการคงอยู่ของการรวมกลุ่มทางการเงิน และจะกระทบถึงความสามารถและต้นทุนในการกู้ยืมเงินจากตลาดของประเทศต่างๆ ในยุโรปในอนาคต ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะยอมรับได้
“
สถานการณ์คล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นในแถบบ้านเราหลังการลดค่าเงินบาท ที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยต้องรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF และประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดสถานการณ์ก็คลี่คลายในทางที่ดี” ธีรพันธุ์ กล่าวนอกจากนี้ยังมี วิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส ช่วยยืนยันอีกแรงว่า แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรป แต่หากมองในด้านปัจจัยพื้นฐานของสภาวะเศรษฐกิจ ประเทศโปรตุเกสยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2553 ยังคงเติบโตที่ระดับ 1.4% เมื่อเทียบกับปี 2552
ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานด้านสภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เช่น สถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ระยะสั้นที่ระดับ 29.08% ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป
ภาระหนี้ที่ไม่ได้มีมากนัก โดยปริมาณตราสารหนี้ที่ครบกำหนดชำระในปี 2554 มีเพียง 2.7 หมื่นล้านยูโร ซึ่งในปี 2553 ที่ผ่านมา รัฐบาลโปรตุเกสสามารถระดมเงินทุนผ่านการออกพันธบัตรได้เพียงพอต่อการชำระหนี้ดังกล่าว รวมถึงการได้รับการสนับสนุนวงเงินฉุกเฉินมูลค่า 7 หมื่นล้านยูโร จากสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
จากระดับความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระดับต่ำ ทำให้โปรตุเกสยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตจาก Fitch Rating ที่ระดับ A+ และเป็นที่สนใจของผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเทศไทย
เพราะฉะนั้น นักลงทุนสบายใจได้ แต่ในระหว่างนี้ก็ไม่ควรลืมว่า
“การลงทุนมีความเสี่ยง (เสมอ)” แม้ว่าจะเป็นแค่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล จะได้ไม่ตื่นเต้นเกินไปกับข่าวร้ายๆ ที่อาจจะตามมาอีก และถ้าประเทศผู้ออกพันธบัตรไม่ “ชักดาบ” การถือตราพันธบัตรจนครบอายุก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตูมจนเกินไป






