posttoday
'เคแบงก์' เปิดศักราช รักษาแชมป์ปล่อยกู้เอสเอ็มอี

'เคแบงก์' เปิดศักราช รักษาแชมป์ปล่อยกู้เอสเอ็มอี

06 มกราคม 2554

...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ไม่กี่วัน ธนาคารกสิกรไทย แชมป์ตลาดลูกค้าเอสเอ็มอี ไม่ทำให้เสียชื่อ ออกตัวแรงเข้าป้ายก่อนใคร เข็นแคมเปญใหม่ “ชนะใจ SME” หวังโกยลูกค้าเอสเอ็มอีสดซิงที่ไม่เคยใช้สินเชื่อธุรกิจใดกับธนาคารมาก่อน

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารเตรียมรุกตลาดกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อให้เป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ โดยได้ออกแคมเปญ “ชนะใจ SME” เป็นแคมเปญแรกของปี 2554 สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อเอสเอ็มอีกสิกรไทย (KSME Credit) มากกว่า 8 แสนบาทขึ้นไป จะได้รับเงินผ่อนงวดแรกคืน 20% และสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อไม่เกิน 8 แสนบาท จะได้รับเงินผ่อนงวดแรกคืน 10% โดยเงินคืนสูงสุด 1.5 หมื่นบาทต่อราย

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมแคมเปญ “ชนะใจ SME” ต้องเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี และยังไม่เคยใช้สินเชื่อธุรกิจใดๆ กับธนาคารกสิกรไทยมาก่อน โดยสมัครใช้บริการไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ทั่วไป หรือผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ธนาคารพัฒนาขึ้นมาก็ได้

ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าร่วมแคมเปญนี้จะเป็นสินเชื่อระยะยาวทุกชนิด ได้แก่ สินเชื่อเกินหลักทรัพย์ค้ำประกันกสิกรไทย (KMAX) สินเชื่อระยะยาวเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอีกสิกรไทย (KSME Extend) และสินเชื่อระยะยาวเสริมสภาพคล่องกสิกรไทย (KFlexible Term Loan) สำหรับระยะเวลาในการอนุมัติสินเชื่อ ลูกค้าจะทราบผลการอนุมัติภายใน 48 ชั่วโมง และรับเงินภายใน 5 วัน ตามมาตรฐานของธนาคาร

ปกรณ์ กล่าวว่า นี่นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการสินเชื่อธุรกิจ ที่ได้นำเสนอสิทธิประโยชน์คืนเงินสูงสุดถึง 20% ภายใน 60 วัน แก่เอสเอ็มอีที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยธนาคารมีเป้าหมายที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ให้ทดลองใช้บริการด้านสินเชื่อที่หลากหลายและบริการที่รวดเร็วของธนาคาร คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ 5,500 ราย และวงเงินสินเชื่อรวม 5,000 ล้านบาท

“ธนาคารเตรียมรุกตลาดกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และโฟกัสลูกค้าใหม่เป็นหลัก” ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถสมัครใช้บริการสินเชื่อได้ที่สาขาธนาคาร และศูนย์ธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ 187 แห่งทั่วประเทศ ถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้

สำหรับยุทธศาสตร์กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีในปีนี้นั้น จะมุ่งเจาะฐานลูกค้าใหม่เป็นหลักประมาณ 50% ของเป้าหมายสินเชื่อที่จะปล่อย โดยปีนี้จะมีแคมเปญสำหรับกลุ่มลูกค้าใหม่ 4 แคมเปญ ขณะที่ทั้งปีจะมีผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี 10 ผลิตภัณฑ์

ปีนี้ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดลูกค้าเอสเอ็มอีจาก 29% เป็นไม่น้อยกว่า 30% เพื่อให้ธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาดลูกค้าเอสเอ็มอีเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันก็รั้งอันดับหนึ่งอยู่แล้ว

ขณะที่เป้าหมายขยายสินเชื่อได้ตั้งอัตราการเติบโต 10% จากฐานในสิ้นปี 2553 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.95 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สิ้นปี 2554 ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 4.3 แสนล้านบาท โดยจะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง 5% ธุรกิจขนาดย่อมและรายย่อย 4% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของตลาดที่คาดไว้ที่ 4.26.7% และจะมียอดรายได้รวมที่ 2.75 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18% เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 30% จาก 29%

“ปีนี้กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอียังมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องจากแรงขับเคลื่อนด้านการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป ก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และภาคการท่องเที่ยว ที่ทำให้ปี 2553 เรามีลูกค้าใหม่ถึง 2.2 หมื่นราย สำหรับกลยุทธ์ปีนี้ธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 10 ผลิตภัณฑ์ ทำให้มีผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีรวมแล้วกว่า 30 ผลิตภัณฑ์” ปกรณ์ กล่าว

สำหรับปีก่อนธนาคารปล่อยสินเชื่อได้เกินเป้าหมาย คิดเป็นอัตราการเติบโต 12% จากเป้าหมายที่วางไว้ 810% โดยในจำนวนนี้เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าใหม่ ซึ่งเคยเป็นลูกค้าของธนาคารอื่น 30% ของวงเงินสินเชื่อรวมที่ปล่อยได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ปีนี้ลูกค้าเอสเอ็มอีก็ต้องเผชิญความท้าทายใน 3 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มจาก 2% เป็น 2.5% ในกลางปีนี้

ปัจจัยที่สอง คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าควรบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งหากทางการมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินทุนก็อาจไหลเข้าอีก ทำให้เงินบาทแข็ง โดยคาดว่าปีนี้เงินบาทจะแข็งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปัญหาวิกฤตการเงินในสหรัฐและยุโรปที่ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังเอเชีย และหากค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารจำนวน 1.4% คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อที่ 5,000 ล้านบาท และปัจจัยสุดท้าย การมองหาโอกาสจากตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดในอาเซียนจีน และอินเดีย ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ

ปีนี้จึงน่าเป็นปีกระต่ายทองของกลุ่มเอสเอ็มอีกสิกรไทยอีกครั้ง เพราะเล่นกระโดดทีเดียว ธนาคารอื่นที่เดินแบบเต่าคลานสงสัยจะตามไม่ทัน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี