
ศาลจำคุกตำรวจกร่าง
....เดชา กิตติวิทยานนท์
ทนายคลายทุกข์ขอนำคดีตัวอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตำรวจไทย ซึ่งบุกรุกเข้ามาในบ้านของผู้อื่นในเวลากลางคืน ใช้อาวุธปืน ทำให้เสียทรัพย์ จนผู้เสียหายตกใจและตกจากอาคาร จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งศาลได้พิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และถูกให้ออกจากราชการ เนื้อเรื่องโดยย่อมีดังนี้
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยงคืน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยบุกรุกเข้าไปในร้านโพธิ์เงินนวดแผนไทย แอน สปา ของ น.ส. ว. ผู้เสียหายอันเป็นเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธปืนพกติดตัวไปด้วย อันการเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ตามวันและเวลาดังกล่าว จำเลยได้ทำให้เสียหายโดยการทุบทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายจำนวน 9 รายการ คิดเป็นค่าเสียหาย 13,650 บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายลำดับที่ 18 และลำดับที่ 10 ท้ายฟ้อง นอกจากนั้นจำเลยยังได้ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดที่จำเลยได้พกติดตัวไปดังกล่าวข้างต้น โดยใช่เหตุในเคหสถานซึ่งอยู่ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจกลัว ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. 2549 จำเลยได้มอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 364, 365, 376, 392, 91
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 352 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ ปรับ 1 หมื่นบาท ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว ปรับ 1,000 บาท รวมปรับ 1.1 หมื่นบาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1.6 แสนบาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พ.ย. 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยย่อ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวว่า สมควรลงโทษจำเลยหนักขึ้นหรือไม่ อย่างไร เห็นว่าการที่จำเลยเข้าไปทำลายทรัพย์สินในร้านเกิดเหตุให้โจทก์ร่วมตกใจกลัว เป็นการกระทำต่อเนื่องจนได้รับผลดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงการลงโทษความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่ชอบ กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ดังนั้นประเด็นข้อนี้คงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเพียงว่า สมควรลงโทษจำเลยในความผิดทำให้เสียทรัพย์หนักขึ้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้เกิดความสงบสุขในสังคม แต่กลับก่อคดีอาญาเสียเอง โดยไม่สำนึกต่อหน้าที่ สภาพความเสียหายในร้านเกิดเหตุมีไม่น้อย ทั้งผลจากการกระทำของจำเลย ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหวาดกลัวจนเสียหลักตกจากอาคารขณะวิ่งหนี ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส การกระทำของจำเลยจึงกระทบกระเทือนต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงร้ายแรง สมควรลงโทษจำคุกให้เข็ดหลาบ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 1 หมื่นบาท จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าความเสียหายต่อร่างกายโจทก์ร่วมมีเพียงใด เห็นว่า โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงกระดูกส้นเท้าและกระดูกสันหลังช่วงเข่าแตก นับว่าสาหัสไม่น้อย โดยเฉพาะในส่วนกระดูกสันหลังเป็นอวัยวะสำคัญที่จำต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แพทย์ให้หยุดพักนานถึง 3 เดือน และต้องตรวจรักษาต่อเนื่อง โจทก์ร่วมจึงต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อย ค่าเสียหายส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 1.5 แสนบาท จึงต่ำไป ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นสมควรกำหนดเพิ่มอีก 5 หมื่นบาท อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมกับค่าเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสิ้น 2.1 แสนบาท
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกแล้วจึงเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับจำเลยอีก และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจำนวน 2.1 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พ.ย. 2549 เป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วมเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ร่วมชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น







