
ตลาดปลื้มประเดิมหมวดเหล็กรุกสัมมนาให้ความรู้
ตลาดหลักทรัพย์ปลื้ม ประเดิมแยกหมวดเหล็กวันที่ 4 ม.ค. ดัชนีปิดร่วงเล็กน้อย มูลค่าซื้อขายแน่นกว่า 300 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์ปลื้ม ประเดิมแยกหมวดเหล็กวันที่ 4 ม.ค. ดัชนีปิดร่วงเล็กน้อย มูลค่าซื้อขายแน่นกว่า 300 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์เพิ่มหมวดธุรกิจเหล็ก (Steel) ภายใต้กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 เป็นวันแรก โดยจะมีบริษัทจดทะเบียน 27 แห่ง อยู่ในหมวดดังกล่าว ปรากฏว่าดัชนีมาปิดที่ระดับ 99.90 จุด ลดลง 0.10 จุด จำนวนหุ้นซื้อขาย 283.75 ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขาย 301.63 ล้านบาท
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า การแยกหมวดธุรกิจเหล็กเป็นวันแรก ทำให้ผู้ลงทุนไทยและต่างประเทศเห็นอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศที่มีพอร์ตเพื่อลงทุนในกลุ่มเหล็กโดยตรง ทำให้มีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน และเปรียบเทียบหมวดเหล็กของไทยกับตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่แยกหมวดนี้ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ เกาหลี หรือจีนก็ตาม
นอกจากนี้ ยังทำให้การทำตลาด หรือการไปให้ข้อมูล (โรดโชว์) ของนักวิเคราะห์หรือโบรกเกอร์ง่ายขึ้น
“หากเศรษฐกิจมีการขยายตัว กลุ่มอุตสาหกรรมจะโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนมองเห็นภาพรวมหมวดธุรกิจเหล็กได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” นายชนิตร กล่าว
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าอาจจะแยกในหมวดอื่นอีก หรือแม้แต่การยุบรวมบางหมวด เช่น กระดาษ มีหุ้นในหมวดนี้ 2 หลักทรัพย์ คือ บริษัท ไทยเคน เปเปอร์ (TCP) และบริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ (UTP)
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ จัดโครงสร้างธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนเป็น 8 กลุ่มอุตสาห กรรม และ 26 หมวดธุรกิจ และการย้าย 27 บริษัทเหล็กมารวมในหมวดเดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนภาพธุรกิจชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจธุรกิจเหล็กดีขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ได้ร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สัมมนาเจาะลึกธุรกิจเหล็กไทยวันที่ 15 ม.ค.นี้ เวลา 09.4517.00 น.
วิทยากรรับเชิญ อาทิ นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์
ร่วมด้วยผู้บริหารบริษัท เอ็ม.ซี. เอส. สตีล บริษัท ค้าเหล็กไทย และบริษัท สหมิตรเครื่องกล







