
กู้เต็มเพดาน 4 หมื่นล้านอุ้มน้ำมัน รื้อสูตรราคาก๊าซฯกดค่าไฟช่วยประชาชน
รัฐบาลงัดสารพัดมาตรการดูแลราคาพลังงาน ปลดล็อกกองทุนน้ำมันฯกู้เงินอุ้มดีเซล ล่าสุดติดลบแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาท ส่วนแอลพีจีส่อปรับตามแผน
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเป็นประธานว่า ที่ประชุม กพช. ยังมีมติเห็นชอบทบทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2563 – 2567 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เพื่อรองรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังมีความผันผวนและมีราคาสูง ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อนในการดำรงชีพ
ทั้งนี้ให้ยกเลิกกรอบการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ระบุไว้ไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาทเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหาร ซึ่งในทางปฏิบัติจริงคงไม่สามารถกู้ได้เกิน 4 หมื่นล้านเพราะจะมีผลกระทบต่อความสามารถการชำระหนี้ โดยปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯมีฐานะสุทธิติดลบ 23,986 ล้านบาท
สำหรับการดูแลราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ที่กำหนดการตรึงราคาไว้ที่ 318 บาทต่อถัง(15ก.ก.)สิ้นสุดเดือนมี.ค.นั้น คงต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการกับราคาอย่างไร เพราะขณะนี้ราคาแอลพีจีจริงได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 435 บาทต่อถังแล้ว
อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้พิจารณามาตรการเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเห็นชอบหลักเกณฑ์การคำนวณและการดำเนินการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) (Energy Pool Price) ในช่วงสถานการณ์ราคาพลังงานที่มีความผันผวน โดยมีหลักการนำต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันเตา น้ำมันดีเซลและ LNG นำเข้าของกลุ่ม Regulated Market มาเฉลี่ยกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas เพื่อให้ต้นทุนการผลิตของภาคไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมในกลุ่ม Regulated Market อยู่ในทิศทางและแนวปฏิบัติเดียวกัน ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงคิดเป็นหน่วยราคา/ความร้อน (บาท/MMBTU) และช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(เอฟที)ได้ 6 สต.ต่อหน่วย
นอกจากนี้ยังมีมติเห็นชอบให้ปรับเพิ่มวงเงินลงทุนโครงการก่อสร้างคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) แห่งที่ 2 จังหวัดระยอง [T-2] ในแผนระบบรับส่งและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ที่มอบหมายให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ จากเดิมวงเงิน 38,500 ล้านบาท เป็นวงเงินไม่เกิน 41,400 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จเร็วกว่าแผนเดิมจากเดือนพฤศจิกายน 2565 มาเป็นเดือนพฤษภาคม 2565 ทำให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG ได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านตันต่อปี เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติจากการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ
รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาร์ โดยที่ประชุมได้ให้ กกพ. พิจารณาการส่งผ่านภาระการลงทุน โครงการที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราค่าบริการไฟฟ้าและค่าบริการก๊าซธรรมชาติในอนาคต ไปยังผู้ใช้พลังงานได้เท่าที่จำเป็นและสอดคล้องกับเหตุผลของการปรับเพิ่มวงเงินลงทุน







