
ทีโอเอจ่อขยับราคาสีอีก5%มั่นใจตลาดกลับมาคึกคัก
ทีโอเอจ่อขยับราคาสีอีก5%หลังต้นทุนผลิตพุ่ง มั่นใจตลาดกลับมาคึกคักแน่ หลังผ่านน้ำท่วมหนักหลายจังหวัด-ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง
ทีโอเอจ่อขยับราคาสีอีก5%หลังต้นทุนผลิตพุ่ง มั่นใจตลาดกลับมาคึกคักแน่ หลังผ่านน้ำท่วมหนักหลายจังหวัด-ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าในปีหน้าบริษัทฯคาดว่าจะปรับราคาขายสี ทั้งปีขึ้นอย่างน้อย5% หลังจากต้นทุนในการผลิตสีพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันและปิโตรเคมี ที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต จากก่อนหน้านี้ผู้ผลิตสีหลายรายได้ทะยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดสีในปีหน้าคาดว่าจะกลับมาคึกคัก เนื่องจากในปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับ ภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัด รวมถึงปัจจัยลบทางการเมืองที่ทำให้ต้องชะลอการใช้งานออกไป
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการแข่งขันของตลาดสีแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง โดยกลยุทธ์ที่ทีโอเอใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง คือการซื้อกิจการของสียี่ห้ออื่น เช่น เมื่อปี 2550 ทีโอเอซื้อกิจการสีปามมาสติก จากกลุ่มบริษัท พรีเมียร์ ที่นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยกว่า 10 ปี ล่าสุดเมื่อเดือนก.ย. 2553 ได้เข้าซื้อกิจการสีกัปตัน เพ้นท์(ประเทศไทย) กว่า 51% และได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท กัปตัน โค๊ทติ้ง และยังคงรักษาสีแบรนด์กัปตันไว้ หากนับรวมส่วนแบ่งทางการตลาดแล้วกล่มุทีโอเอมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 60% เป็นยอดรวมของทีโอเอ ปามมาสติก และกัปตัน
นอกจากนี้กลยุทธ์หลักในการเติบโตของทีโอเอคือ มองออกไปนอกประเทศแล้วโฟกัสที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกำหนดจุดมุ่งหมายให้เป็นอันดับ 6 ของผู้ผลิตสีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2556 ซึ่งเท่ากับเป็นอันนดับที่ 28 ของโลก และตั้งเปาเป็นผู้ผลิตสีอันดับ 5 ของภิภาคเอเชีย ในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ส่วนผลประกอบการตั้งเป้าว่ามาจากรายได้ในประเทศ 70 % และต่างประเทศ 30% จากปัจจุบันที่มีรายได้มาจากในประเทศ สูงถึง 90%
ปัจจุบันประเทศไทย มีโรงงานผลิตสีทุกประเภทจำนวน 315 โรงงาน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งตลาดสีแบ่งตามลักษณะการใช้งานแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ สีทาอาคารและสีอุตสาหกรรม โดยกำลังการผลิตของผู้ประกอบการรายใหญ่มีสัดส่วนสูงถึง 90-95% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ในปีนี้คาดว่าตลาดสีมีอัตราการเติบโต 10% มูลค่ารวม 3.2 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็นสีอุตสาหกรรมมูลค่าประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท หรือมีสัดส่วน 53% ของมูลค่าตลาดสีทั้งหมด อีกประเภทคือสีทาอาคารมีมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือมีสัดส่วน 47% ของมูลค่าตลาดสีโดยรวม







